ชี้เป้า 9 หุ้น Value เหมาะลงทุนยาว ลุ้นเม็ดเงินไหลเข้าตลาดเกิดใหม่
รายงานเงินเฟ้อของสหรัฐฯ เดือนม.ค. ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ สะท้อนถึงแรงกดดันด้านราคาในหมวดที่พักอาศัยและอาหารที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจล่าช้าออกไป ทำให้เม็ดเงินอาจทยอยไหลออกจากตลาดหุ้นที่มี Valuation แพง เข้าสู่ตลาดที่ยัง Laggard และมีปัจจัยเร่ง อย่างตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets)
โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า หลังจากการรายงานเงินเฟ้อ ตลาดตอบสนองต่อข้อมูลดังกล่าวโดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ปรับตัวเพิ่มขึ้น +13 bps และตลาดลดคาดการณ์การปรับลดดอกเบี้ยของ Fed ในปีนี้ลงเหลือเพียง 1 ครั้ง ในการประชุมเดือน ก.ค. - ก.ย. 68
ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินมีโอกาสที่มุมมองการปรับลดดอกเบี้ยจะไม่ต่ำไปกว่าระดับดังกล่าว โดยมองอัตราเงินเฟ้อ ม.ค. เร่งขึ้นจากปัจจัยชั่วคราว และจะเริ่มชะลอลงได้ในเดือนก.พ. จาก Base Effect และยังคาดว่ากระบวณการ Search for Yield จะยังคงเกิดขึ้น แต่ความล่าช้าออกไปจากแรงกดดันเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะสั้น จะทำให้ตลาดหุ้นที่มี Valuation แพงอาจเผชิญความเสี่ยงลดสถานะลง เช่น สหรัฐฯ ที่มีความเสี่ยงเงินเฟ้อและผลกระทบนโยบาย Trump 2.0 ระยะแรก ที่สร้างความเสี่ยงเศรษฐกิจ
ดังนั้นมีโอกาสที่เม็ดเงินอาจทยอยเปลี่ยนมาตลาดหุ้นที่ยัง Laggard และมีปัจจัยเร่ง ทำให้ยังคงมุมมองบวกต่อตลาดหุ้น Emerging Markets ที่เข้าข่ายลักษณะดังกล่าว คือ
1.ตลาดหุ้น EM ยัง Laggard ซื้อขาย Forward PER ที่ค่าเฉลี่ย และ DMs ที่ซื้อขายสูง กว่าระดับ + 1S.D.
2.ตลาดหุ้นที่เริ่มมีปัจจัยหนุน เช่น จีน จากกระแสเทคโนโลยีชัดเจนขึ้น ผสาน เศรษฐกิจมีโอกาสฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่ฝั่งไทยปัจจัยในประเทศ เศรษฐกิจไทยกำลังเดินหน้าฟื้นตัว ผสานโอกาสลุ้นการกลับมาของ Domestic Long Term Funds
ในเชิงกลยุทธ์ฝ่ายวิเคราะห์เน้นหุ้นกลุ่มธนาคาร ตอบรับ Yield, กลุ่มชิ้นส่วนและสื่อสาร รับกระแสเทคฯ เอเชีย โดย 9 หุ้นในธีม Value ที่แนะนำให้ลงทุนยาว ได้แก่ KBANK, KTB, BBL, ADVANC, CPALL, CPAXT, BDMS, BH, MINT
จากหุ้นแนะนำข้างต้น Wealthy Thai ได้รวบรวมปัจจัยพื้นฐานของ KBANK และ ADVANC มาฝากนักลงทุน สำหรับ KBANK นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า แนวโน้มปี 2568 คาดรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะปรับตัวลง ทั้งจากสินเชื่อที่โตได้จำกัด และ NIM ที่ปรับตัวลงตามทิศทางของดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงการปรับ Product Mixed มาเน้นกลุ่มที่ความเสี่ยงต่ำมากขึ้น
แต่บางส่วนจะถูกชดเชยด้วยรายได้ค่าธรรมเนียมที่ขยายตัวได้ดีขึ้น และค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองที่ปรับตัวลง หาก Credit Cost อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเป้าของธนาคาร จะถือว่าเป็น Credit Cost ที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 10 ปี หลังทำการปรับปรุงคุณภาพหนี้กลุ่มเสี่ยงเดิม และเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ โดยรวมฝ่ายวิเคราะห์คาด KBANK จะมีกำไรสุทธิปี 2568 จำนวน 50,414 ล้านบาท โต 3.7% จากปีก่อน
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ให้มูลค่าพื้นฐานปี 2568 ที่ 175 บาท พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยมีโอกาสปรับประมาณการขึ้น หากบริษัทควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี และสามารถลด Credit Cost ได้ตามเป้า
ส่วน ADVANC นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ปี 2568 ที่ 3-5% และตั้งเป้า EBITDA โต 3-5% ในขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 4% และ 5% ตามลำดับ โดยประมาณการรายได้ปีนี้ขอฝ่ายวิเคราะห์มาจากการเติบโตของรายได้จากธุรกิจมือถือที่ 2% อินเทอร์เน็ตบ้านที่ 8% และลูกค้าองค์กร 15%
ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่ากำไรหลักปี 2568 จะเติบโต 11% จากปีก่อน เติบโตเร็วกว่าการเติบโตของ EBITDA เนื่องจากค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายคงที่ (ประหยัดต้นทุนคลื่นความถี่เริ่มตั้งแต่ 4 ส.ค. 68) และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลง 9% ตามภาระหนี้ที่ลดลง ทั้งนี้ ปรับคำแนะนำเป็น "ซื้อ" จาก "ถือ" และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 307 บาท จาก 301 บาท

