บล.พาย ชี้หุ้นไทยยังไม่พ้นขาลง สงครามการค้า-เศรษฐกิจโลกกดดันหนัก คาดดัชนีสร้างฐานที่ 1,100 จุด ก่อนฟื้นปี 69 แนะถือเงินสด เลือกหุ้น Defensive ปันผลสูง

บล.พาย มองตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันจากสงครามการค้าและสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ-จีน ด้านเศรษฐกิจไทยอาจโตเพียง 2.5% ประเมินดัชนี 1,100-1,200 จุดเป็นแนวรับสำคัญก่อนฟื้นตัวปี 2569 แนะนักลงทุนถือเงินสด 70% ทยอยสะสมหุ้น Defensive-P/E ต่ำ-Dividend สูง


นายกวี ชูกิจเกษม ประธานเจ้าหน้าที่สายบริหารพอร์ตการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) หรือ PI เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวลงต่อ จากความกังวลสงครามการค้าจากนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ และสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐและจีนซึ่งจะส่งผลกระทบต่อหุ้นเทคโนโลยี ตลอดจนกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนโลก โดยขณะนี้เศรษฐกิจยุโรปและจีนชะลอตัว เหลือเพียงเศรษฐกิจสหรัฐที่ต้องจับตามองว่ายังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องหรือไม่


ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ มองว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสเติบโตต่ำกว่าที่รัฐบาลคาดการณ์ที่ 3% โดยบล.พาย ประเมินเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตปัจจุบันที่ 2.5% และคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้นอยู่ที่ 92 บาท ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด (Consensus) และมีแนวโน้มที่จะถูกปรับลดลงต่อเนื่อง


นอกจากนี้ นโยบายของรัฐบาลที่ยังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้โอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะกลับมาเป็นขาขึ้นในปี 2568 มีน้อย อย่างไรก็ตาม คาดว่าดัชนีที่ระดับ 1,100-1,200 จุด จะเป็นจุดสร้างฐาน และจะเข้าสู่ช่วงฟื้นตัวในปี 2569


“หากตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลง ย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย อย่างไรก็ตาม หุ้นไทยปรับฐานมาแล้วกว่า 2 ปี ทำให้มูลค่าตลาด (Price to Book) ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.2 เท่า ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงวิกฤตโควิด-19 แม้ว่ามูลค่าหุ้นจะถูกลง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสลงต่อ โดยประมิน 1,200 จุด ซึ่งลดลงมา 30% จากจุดสูงสุด ถือเป็นระดับที่เริ่มทยอยสะสมหุ้นได้ โดยเน้นหุ้นที่ยังมีโอกาสเติบโตในอนาคต”


นายกวีกล่าวว่า ตลาดหุ้นโดยทั่วไปเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ มักปรับฐานราว 50% เช่นเดียวกับช่วง Subprime หรือ โควิด-19 ขณะที่หุ้นไทยปรับลงมาแล้ว 30% หากปรับลงอีก 20% จะถือเป็นจุดต่ำสุด แต่ยังต้องจับตาภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว


อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสภาวะตลาดหุ้นได้อย่างดี หากดอกเบี้ยของสหรัฐปรับตัวลงมาที่ระดับต่ำสุดเท่าที่จะรับไหว จะเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถึงจุดต่ำสุด และตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวสำหรับกลยุทธ์ลงทุนแนะนำให้นักลงทุนถือเงินสด 70% และทยอยเข้าลงทุนหุ้น 30%


โดยเน้นหุ้นกลุ่ม Defensive ที่มีความสามารถยืนหยัดในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ได้แก่ กลุ่มเฮลธ์แคร์ กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มโลจิสติกส์ กลุ่มสื่อสาร กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งปรับตัวลงมาและมีค่า P/E เพียง 5 เท่า พร้อมอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) 7-8% รวมถึงหุ้นกลุ่มธนาคารที่อาจรอจังหวะซื้อเมื่อราคาย่อลงมา เพื่อกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน
Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
ทิปโก้ ครบรอบ 50 ปี เดินเกมรุกตลาดสุขภาพ ยกระดับ 5 สมุนไพรไทย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมาตรฐานสากล
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us