เตรียม “งบลงทุน” ปี25 กว่า 1.5 หมื่นล้านบาท... ปั้น “รายได้มั่นคง” & “สร้างผลตอบแทนที่ดี” ให้ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง !!!
ปี2024 “บมจ.ราช กรุ๊ป” (RATCH) โชว์กำไรสุทธิ 6,127 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +19%, มี EBITDA 15,906 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +13% โดยในปีนี้ตั้งเป้า EBITDA โตต่อเนื่อง 5 – 10%
ในส่วนของรายได้รวมอยู่ที่ 42,203 ล้านบาท ลดลง -17% ซึ่งมีเป้าหมายจะทำให้รายได้กลับสู่ระดับเดิมให้ได้เร็วที่สุด โดยรายได้มาจาก “ธุรกิจผลิตไฟฟ้า” ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก 95% และ “ธุรกิจสาธารณูปโภคและอื่นๆ” อีก 5%
ฐานะการเงิน (ณ 31 ธ.ค. 24) มีความมั่นคง โดยมีสินทรัพย์รวม 214,337 ล้านบาท เป็นส่วนของผู้ถือหุ้น 106,374 ล้านบาท และหนี้สินรวม 107,963 ล้านบาท ทำให้มีสัดส่วน “หนี้สินต่อทุน” (D/E) ที่ 1 เท่า
ยังเป็นบริษัทที่ได้รับ “SET ESG Ratings” ปี2024 ระดับ “AAA” และได้ผลการประเมินโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนปี2024 ที่ระดับ “ดีเลิศ” ตบท้ายด้วยรางวัลเกียรติคุณ “Sustainability Disclosure Award 2024” อีกรางวัล
สะท้อนถึงการให้ความสำคัญในเรื่องของ “ESG” ของบริษัทได้เป็นอย่างดี !!!
ทิศทางธุรกิจในปี2025 ของ “RATCH” จะก้าวย่างไปในทิศทางไหนนั้น ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปอัปเดตมุมมองจาก “ผู้นำสูงสุด” ขององค์กรพร้อมๆ กันได้เลย
“RATCH” จัดงบลงทุนปีนี้ 1.5 หมื่นล้านบาท...รองรับ “การลงทุนใหม่ & ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง”
โดย “นิทัศน์ วรพนพิพัฒน์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ราช กรุ๊ป (RATCH) บอกว่า ปี 2025 นี้บริษัทได้ดำเนินการทบทวนกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อปรับทิศทางการดำเนินงานให้พร้อมรองรับความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคต โดยชู 2 กลยุทธ์สู่ “ผู้นำ” ด้านพลังงาน & สาธารณูปโภคพื้นฐาน ประกอบด้วย 1) “ปรับพอร์ตสินทรัพย์” ด้วยการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ลงทุนแล้วให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการสร้างผลตอบแทน และ 2) “มุ่งลงทุนธุรกิจไฟฟ้าและพลังงาน” ในปีนี้บริษัทยังมุ่งขยายการลงทุนโดยให้ความสนใจในโครงการพลังงานทดแทน และโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลักที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายในปี 2050 ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ เพื่อให้บริษัทมีรายได้มั่นคงและสามารถสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ บริษัทได้จัดเตรียมงบประมาณลงทุนไว้ 15,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนใน 2 ส่วน ประกอบด้วย 1) “โครงการใหม่ๆ” ประมาณ 10,000 ล้านบาท และ 2) “โครงการที่ได้ลงทุนแล้วซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาและก่อสร้าง” อีก 5,000 ล้านบาท แต่หากมีโครงการใหม่ๆ ที่น่าสนใจซึ่งต้องการเม็ดเงินลงทุนมากกว่านี้เราก็มีวงเงินพร้อมที่จะนำมาใช้ลงทุนได้ทันที

(นิทัศน์ วรพนพิพัฒน์)
“ปีนี้ มีจำนวน 3 โครงการที่กำหนดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ ได้แก่ โรงไฟฟ้า นวนครส่วนขยาย โรงไฟฟ้าพลังน้ำซองเกียง1 ในเวียดนาม และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ NPSI ในฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ บริษัทยังมีความก้าวหน้าในการศึกษาและพัฒนาพลังงานรูปแบบใหม่ที่มีศักยภาพทางธุรกิจ ได้แก่ พลังงานไฮโดรเจนสีเขียว และพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก รวมทั้งระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งปัจจุบัน บริษัทย่อยในออสเตรเลียได้พัฒนาโครงการระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ โดยได้ใช้โครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Kemerton ในออสเตรเลีย และมีหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์เดิม และยังเป็นการก้าวเข้าสู่ระบบนิเวศการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว”
“RATCH” ชู 2 กลยุทธ์สู่...“ผู้นำ” ด้านพลังงาน & สาธารณูปโภคพื้นฐาน
สำหรับ 2 กลยุทธ์เพื่อการเติบโตสู่ “ผู้นำ” ด้านพลังงานและสาธารณูปโภคนั้น ยังคงใช้ความเชี่ยวชาญของบริษัทในการผลิตไฟฟ้าเป็นสำคัญ
โดยกลยุทธ์แรก “ปรับพอร์ตสินทรัพย์” นั้น การจัดกลุ่มสินทรัพย์และกำหนดกลยุทธ์การบริหารสินทรัพย์แต่ละกลุ่มให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด โดยครอบคลุมตั้งแต่การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้ในการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าและลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก การนำโรงไฟฟ้าเดิมมาปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เกิดมูลค่าเพิ่ม
“อาทิ โครงการ Synchronous Condenser ของโรงไฟฟ้าทาวน์สวิลล์ในออสเตรเลีย ซึ่งเป็นการนำโครงสร้างพื้นฐานของโรงไฟฟ้ามาใช้สนับสนุนเสถียรภาพระบบไฟฟ้าของรัฐควีนส์แลนด์ การพัฒนาโรงไฟฟ้าที่ปลดระวางแล้วและสินทรัพย์ที่ดินเป็นธุรกิจใหม่หรือโครงการใหม่ การเข้าลงทุนซื้อหุ้นจากพันธมิตรเดิมในโครงการที่ยังมีมูลค่าทางธุรกิจ รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพและคุณภาพสินทรัพย์ให้สอดรับกับเป้าหมายธุรกิจของบริษัท และลงทุนในธุรกิจพลังงานใหม่”

ส่วน “กลยุทธ์การลงทุน” บริษัทมุ่งกระจายการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน รวมถึงพลังงานรูปแบบใหม่ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งนี้ บริษัทมีเป้าหมายที่จะลงทุน “โครงการพลังงานทดแทน” เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีโครงการในมือแล้ว 12 โครงการ กำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวมประมาณ 1,700 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย โครงการที่ตั้งอยู่ในประเทศออสเตรเลีย ได้แก่ ระบบกักเก็บพลังงาน เบอรีล กำลังการผลิต 100 เมกะวัตต์ โครงการโซลาร์ฟาร์มมารูลัน กำลังการผลิต 152 เมกะวัตต์ โครงการพลังงานลมสปริงแลนด์ กำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์
“โครงการในประเทศฟิลิปปินส์ ได้แก่ โครงการพลังงานลมใกล้ชายฝั่งซานมิเกล กำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 245 เมกะวัตต์ และโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งลูเซียน่า กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 232.75 เมกะวัตต์ รวมทั้งโครงการพลังงานลมในเวียดนาม ได้แก่ โครงการเบ็นแจ กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 39.20 เมกะวัตต์ และโครงการพลังงานลมบนฝั่ง 2 โครงการกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น รวมประมาณ 140.45 เมกะวัตต์ รวมถึงโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยอีก 153.97 เมกะวัตต์”
ปัจจุบัน “RATCH” รับรู้กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการลงทุน รวม 10,815 เมกะวัตต์ โดยเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล 72.5% และกำลังผลิตจากพลังงานทดแทน 27.5% โดยบริษัทมุ่งหมายที่จะลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตจากพลังงานทดแทนให้ถึง 30% ของกำลังการผลิตรวมในปี2030 และ40% ในปี 2035 ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มหลักของโลกที่หันมาให้ความสำคัญกับการลดปัญหาโลกร้อนนั่นเอง
