OR กับ PTG กระทบแค่ไหน ในวันที่ประเทศล็อกดาวน์
ศบค. ประกาศยกระดับมาตรการควบคุม COVID-19 โดยเฉพาะในเขต กทม. และปริมณฑล เริ่ม 12 ก.ค. 64 รายละเอียดสำคัญคือ งดออกนอกเคหสถานระหว่าง 21.00-04.00 ยกเว้นจำเป็น ขณะที่ขนส่งสาธารณะเปิดบริการเฉพาะ 03.00-21.00 ส่วนร้านสะดวกซื้อเปิดเฉพาะ 04.00-20.00 สำหรับห้างสรรพสินค้าเปิดเฉพาะส่วนซูเปอร์มารเก็ต, อาหาร, ธนาคาร,อุปกรณ์สื่อสาร โดยเปิดได้ถึง 20.00 ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมต่างๆทางเศรษฐกิจ
ผลกระทบที่เกิดขึ้นสั่นสะเทือนไปหลายอุตสาหกรรม ทั้งการค้าขาย สถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงห้างสรรพสินค้าที่ไม่สามารถขายสินค้าอย่างอื่นได้นอกเหนือจากอาหาร รวมไปถึงการเดินทางต่างๆที่ไม่สามารถออกนอกเคหะสถานได้ในเวลาหลัง 21.00 น. จนถึงช่วงเวลา 04.00 น.
ทำให้สถานีบริการน้ำมันหลายแห่งจะต้องปิดก่อนเวลาที่กำหนด ซึ่งสถานีบริการน้ำมันบางแห่งนั้นเปิดให้บริการตลอด 24 ชม. ประกอบกับการเดินทางที่ลดลงแล้ว และต้องมาเจอสภาวะการปิดสถานีที่เร็วกว่ากำหนดเดิมนั้นยิ่งส่งผลกระทบต่อสถานีบริการน้ำมันไม้แพ้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ
โดยบริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2/64 ของหุ้นกลุ่มสถานีบริการน้ำมันอย่าง PTG จะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 460 ล้านบาท ลดลง 9.7% จากปีก่อน และลดลง 13.4% จากไตรมาส 1/64 แม้รายได้รวมอยู่ที่ 33,456 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.3% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 3.7% จากไตรมาส 1/64
โดยมีสาเหตุมาจากปริมาณการจำหน่ายน้ำมันทุกช่องทางอยู่ที่ 1,290 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 7 จากปีก่อน แต่จะลดลง 3.4% จากไตรมาส 1/64 ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้กิจกรรมต่างๆทางเศรษฐกิจลดลง ขณะที่ ธุรกิจ Non-Oil เราคาดว่าปริมาณการจำหน่าย LPG จะลดลง1.6% จาก LPG สำหรับรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากการเดินทางที่ลดลงทั้งรถยนต์ส่วนตัวและรถแท็กซี่
ส่วนธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึง Max Mart คาดรายได้ยังคงทรงตัวจากไตรมาส 1/64 จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และคาดส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมอยู่ที่ 76 ล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสก่อนจากผลผลิตปาล์มที่ออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากทำให้ราคาปาล์มปรับตัวลดลง
ในขณะที่คาดว่าค่าการตลาดในไตรมาส 2/64 ยังคงอยู่ในระดับที่สูงราว 1.86 บาทต่อลิตร เนื่องจากต้นทุนของน้ำมันค่อยๆปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับราคาค้าปลีก ณ สถานีบริการ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายรวม อยู่ที่ 6.3% ใกล้เคียงกับไตรมาส 1/64 ที่ 6.4%
ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์ได้ปรับประมาณการรายได้รวมในปี 64 เพิ่มขึ้น 3.1% อยู่ที่ 133,167 ล้านบาทและในปี 65 ลดลง 2.8% มาอยู่ที่ 149,987 ล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันในปี 64ปรับตัวสูงขึ้นกว่าที่คาดไว้โดยเราคาดว่าจะปรับตัวขึ้นราว 19%จากปีก่อน
อย่างไรก็ตามการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้บริษัทลดเป้าการขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มขึ้นจากเดิม 100 สถานี เหลือเพียง 50 สถานี เราจึงประเมินว่าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันทุกช่องทางในปี 64 จะลดลง 2% มาอยู่ที่ 5,315 ล้านลิตร ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิใน ปี64-65 ลดลง 2.3% และ 2.4% มาอยู่ที่ 1,928 และ 2,201 ล้านบาท ตามลำดับ
จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ล่าสุด ทำให้ ศบค. สั่งเคอร์ฟิว 10 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้มนั้น เรามองว่า PTG ได้รับผลกระทบที่จำกัด เนื่องจากปริมาณการจำหน่ายน้ำมันในพื้นที่ดังกล่าว คิดเป็น 10% ของปริมาณการจำหน่ายน้ำมันทั้งหมด โดยคาดไตรมาส 3/64 ผลประกอบการยังคงทรงตัว เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19ยังไม่คลี่คลาย รวมถึงการล็อกดาวน์กลับมาจำกัดการเติบโตของปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน รวมถึงบริการอื่นๆในสถานีบริการ อย่างไรก็ตาม เราแนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมายใหม่ 23.10 บาท อิง PER ที่20 เท่า
OR ในอนาคตราคาหุ้นยังมีอัพไซด์
บริษัทหลักทรัพย์คันทรี่กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2/64 ของ OR จะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 458% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จะลดลง 28% จากไตรมาส 1/64 โดยการเพิ่มขึ้นมาจากฐานที่ต่ำในปีที่แล้ว แต่จะลดลงหากเที่ยวกับไตรมาส 1/64 เพราะการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 ซึ่งส่งผลให้การเดินทางลดลง
ทั้งนี้คาดว่ามาตรการล็อกดาวน์รอบใหม่ในไตรมาส 3/64 จะยังคงกดดันปริมาณการใช้น้ำมันในประเทศ รวมถึงค่าใช้จ่ายในสถานีที่เป็นธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน จึงคาดว่าจะทำให้ในงวดไตรมาส 3/64 กำไรสุทธิจะปรับลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงจากไตรมาส 1/64
อย่างไรก็ตามยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 64 ไว้ที่ 1.25 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% เนื่องจากค่าการตลาดยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่าประมาณการเดิมที่วางไว้ ขณะเดียวกันในระยะยาวมองเห็นในอนาคตราคาหุ้นจะมีอัพไซด์เพิ่มขึ้น 2-7 บาทต่อหุ้น จากการที่บริษัทเข้าซื้อกิจการ ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งอิงจากงบลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท คงคำแนะนำ “ถือ” โดยประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่ 27 บาทต่อหุ้น

