ประเมิน Lockdown รอบใหม่ พบมีหุ้นกว่า 70 % ได้รับผลกระทบ
ตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงกดดันจากปัจจัยลบในประเทศทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อ Covid-19 รายใหม่ทำนิวไฮต่อเนื่อง สถานการณ์การเมืองที่ยังร้อนแรง แล้วนักลงทุนควรเทรดอย่างไร มาฟังความคิดเห็นจาก 2 นักวิเคราะห์ ที่ Wealthy Thai นำมาฝาก โดยพบว่า มีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์มากกว่า 70 % ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และมี 4 % เท่านั้นที่ได้รับผลดี
เริ่มที่คุณกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการอาวุโสและนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพของตลาดหุ้นไทยเช้านี้ (19 ก.ค. 64) น่าจะได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งเป็นความเสี่ยงเพราะทำให้ภาพการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลง และปัจจุบันหุ้นโลกและหุ้นไทยอยู่ในจุดที่ valuation ค่อนข้างจะแพง หากมีการปรับประมาณการลงหรือมีการชะลอตัว นับเป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดแรงเทขายทำกำไรได้ ซึ่งประเมินว่าในสภาวะที่การปรับกำไรขึ้นเริ่มชะลอ มีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะปรับลดลงมาและหุ้นไทยกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง จะอยู่ในโซนแถว 1,450-1,520 จุด
โดยกลยุทธ์ อยากให้นักลงทุนถือเงินสดประเมิน 40% ของพอร์ต เพื่อสำรองไว้ใช้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนเมื่อถึงจุดเหมาะสม ขณะเดียวกันแนะนำหุ้นที่ปลอดภัย สามารถพักเงินได้ เช่น หุ้นปันผลสูง หุ้นกลุ่มสื่อสาร และรีท เป็นต้น WHAUP EASTW RATCH ADVANC DTAC TU
ด้านคุณภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ยังโดนกดดันจาก Covid-19 สะท้อนจากตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ยังสูงต่อเนื่อง โดนผู้ติดเชื้อใหม่ของไทยสูงสุดเป็นอันกับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 1 ถ้าคิดเทียบกับสัดส่วนประชากร (เทียบจากตัวเลขผู้ติดเชื้อวันที่ 18 ก.ค. 64 ที่ 11,397 ราย) ทำให้รัฐบาลต้องประกาศมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุน โดยมีหุ้นที่ได้รับผลกระทบมากถึง 70% ขณะเดียวกันก็มีหุ้นที่ได้รับประโยชน์เพียง 4% เท่านั้น
โดยหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลบวกมี 4 กลุ่ม คิดเป็นสัดส่วน Market Cap. 11% ได้แก่ หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ที่ความต้องการตรวจ Covid-19 รวมถึงการรักษา ยังเร่งตัวขึ้นมาก หนุนกำไรไตรมาส 3/64 เติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 2/4, หุ้นกลุ่มยานยนต์ ชิ้นส่วน เกษตรและอาหาร คาดจะได้ผลประโยชน์ทางอ้อม โดยได้ประโยชน์จากภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว และธุรกิจเกี่ยวกับส่งออกทั้งสิ้น นอกจากนี้ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าสนับสนุนให้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน มองแนวรับสำคัญที่ 1,535 จุด รวมถึงเน้นลงทุนในหุ้นที่ได้รับผลกระทบจำกัด และยังได้แรงหนุนทางอ้อม อย่างหุ้นโรงพยาบาล เช่น BDMS และหุ้นงบไตรมาส 2/64 ดี รวมถึงยังได้ประโยชน์จากค่าเงินบาท อ่อนค่า เช่น MCS และ NER
