เป็นจังหวะสะสม 3 หุ้นปันผลแกร่ง ท่ามกลาง SET ผันผวน
ตลาดหุ้นไทยยังคงมีความผันผวนจากปัจจัยภายนอกและภายใน ทั้งตัวเลข Core PCE สหรัฐฯ ที่เร่งตัวขึ้นจาก 2.7% เป็น 2.8% ทำให้มีความกังวล Stagflation และเรื่อง Reciprocal tariffs ที่จะมีขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ รวมถึงประเด็นแผ่นดินไหวรุนแรงในพม่าที่ส่งผลกระทบมายังไทยโดยเฉพาะกรุงเทพฯ ส่งผลให้นักลงทุนอาจเกิดความกังวลและเทขายหุ้นออกมาในวันนี้ (31 มี.ค. 68)
ทั้งนี้ สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และกำลังรอจังหวะซื้อ การปรับตัวลงของดัชนีอาจเป็นจังหวะในการสะสมหุ้น ซึ่งหนึ่งในธีมที่น่าสนใจ คือ หุ้นปันผลคุณภาพดี
โดยบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด คาด SET ปรับลง จากแรงขายลดความเสี่ยงหลังมีปัจจัยลบใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างเหตุแผ่นดินไหวและกังวลสงครามการค้ารุนแรงขึ้น แต่หาก SET ปรับลงมาบริเวณ 1,130 หรือใกล้ 1,100 จุด มองว่า Risk/Reward น่าสนใจ และมองเป็น “โอกาสในวิกฤติ” สำหรับซื้อเก็งกำไรระยะสั้นในหุ้นที่มีพื้นฐานดี ประเมินแนวรับที่ 1,145 – 1,130 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1160 - 1175 จุด
ซึ่งหนึ่งในธีมการลงทุนที่ฝ่ายวิเคราะห์ให้คำแนะนำ คือ หุ้นปันผลคุณภาพดี โดยคัดเลือกจาก 1. สถิติจ่ายปันผลต่อเนื่องอย่างน้อย 20 ปี และ 2. จ่ายปันผลจากกำไรปี 2567 หลังหักจ่ายระหว่างกาลแล้ว Dividend Yield สูงเกิน 4% และ Dividend Payout Ratio มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือทรงตัว โดยแนะนำ KTB, BBL และ KBANK
สำหรับ KTB ฝ่ายวิเคราะห์ ระบุว่า KTB ประกาศจ่ายเงินปันผลปี 2567 ให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญในอัตราหุ้นละ 1.545 บาท (ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิในอัตราหุ้นละ 1.6995 บาท) คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 6.4% KTB ปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลจาก 33% สําหรับปี 2566 เป็น 49% สําหรับปี 2567 ซึ่งสูงกว่าประมาณการเดิมของฝ่ายวิเคราะห์ที่ 35% โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 17 เม.ย. และจ่ายเงินปันผลวันที่ 2 พ.ค. 68
ขณะเดียวกันคาดกําไรปี 2568 ที่ 4.52 หมื่นล้านบาท จะเติบโต 3% โดยเกิดจากสินเชื่อที่เติบโต 3% NIM ที่หดตัวลง 1.5 bps credit cost ที่ลดลง 8 bps non-NII ที่เติบโต 1% และรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น 3% โดยปรับคําแนะนําขึ้นเป็น OUTPERFORM และปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นจาก 24 บาทเป็น 27 บาท
BBL ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อปี 2568 ที่ 3-4% โดยคาดว่าสินเชื่อกิจการต่างประเทศและสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่จะเติบโต 3-5% ในขณะที่สินเชื่อ SME และสินเชื่อรายย่อยจะเติบโต 1-2% BBL อยู่ในตำแหน่งดีที่สุดที่จะได้รับประโยชน์จาก FDI ที่ไหลเข้ามาในอาเซียนเพิ่มขึ้น ฝ่ายวิเคราะห์คงประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปี 2568 ของ BBL ไว้ที่ 3% และคาดกำไรสุทธิปีนี้ที่ 4.63 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.59% จากปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงเลือก BBL เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มธนาคาร เนื่องจาก BBL เป็นธนาคารที่มีงบดุลแข็งแกร่งที่สุด สินเชื่อเติบโตมากที่สุด ความเสี่ยงเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ต่ำที่สุด และ valuation ถูกที่สุด รวมถึงมีโอกาสปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล โดยคาดการณ์ Dividend Yield ปี 2568 ที่ 5.77% ให้คำแนะนำ OUTPERFORM ราคาเป้าหมาย 180 บาท
สุดท้าย KBANK ฝ่ายวิเคราะห์ปรับประมาณการกําไรของ KBANK เพิ่มขึ้น 3% สําหรับปี 2568 อยู่ที่ 5.12 หมื่นล้านบาท และ 8% สําหรับปี 2569 อยู่ที่ 5.62 หมื่นล้านบาท โดยหลักๆ เกิดจากการปรับประมาณการ non-NII ซึ่งคาดว่ากําไรปี 2568 จะเพิ่มขึ้น 5% โดยสินเชื่อจะอยู่ในระดับทรงตัว NIM จะหดตัวลง 16 bps credit cost จะลดลง 29 bps non-NII จะเพิ่มขึ้น 3% และอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้จะสูงขึ้นจาก non-NII ที่ลดลง
ขณะที่ Dividend Yield ปี 2568 คาดการณ์ที่ 7.23% โดยฝ่ายวิเคราะห์ปรับราคาเป้าหมายของ KBANK เพิ่มขึ้นจาก 163 บาท มาอยู่ที่ 174 บาท เนื่องจากปรับ PBV เป้าหมายเพิ่มขึ้นเพื่อสะท้อน ROE ที่สูงขึ้นจากการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลและการปรับประมาณการกําไรเพิ่มขึ้น พร้อมคงคําแนะนํา NEUTRAL และแนะนําให้รอเข้าซื้อสะสมหุ้น KBANK เมื่อราคาปรับตัวลดลง

