SET ปิดภาคเช้า -17 จุด โบรกฯ เตือนอย่าแพนิค มองแผ่นดินไหวกระทบระยะสั้น พร้อมแนะกลยุทธ์ลงทุนฝ่าความผันผวน

ตลาดหุ้นไทยโดนปัจจัยกดดันทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบจากการเกิดแผ่นดินไหวในวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เปิดตลาดเช้าวันนี้ (31 มี.ค. 68) ดัชนี SET Index ปรับตัวลงแรง โดยระหว่างวันดัชนีแกว่งตัวผันผวนลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 1,155.05 จุด และทำจุดสูงสุดที่ 1,169.09 ก่อนจะปิดตลาดภาคเช้าที่ 1,158.04 จุด ลดลง 17.41 จุด หรือ -1.48%


ขณะที่นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า ดัชนีเปิดลงไปที่โซนบริเวณ Low 1,157 จุด ตามที่ประเมิน ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ค่อนข้างแข็งแรง สะท้อนมุมมองว่าผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวจะเป็นเพียงช่วงสั้น


โดยกลุ่มที่ปรับตัวได้แข็งแกร่งกว่าตลาดคือ กลุ่มที่จะได้อานิสงส์จากการซ่อมแซมอาคารตามที่เราประเมิน ทั้ง TOA, DPAINT, SCGD, SCC, SCCC, TPIPL, HMPRO, GLOBAL, DOHOME, TEAMG


อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์คาดหุ้นในกลุ่ม Consumer Staple (สินค้าจำเป็น) ยังคงมีความน่าสนใจกว่ากลุ่ม Consumer Discretionary (สินค้าฟุ่มเฟือย) ยังชอบกลุ่ม ค้าปลีก อาหาร สื่อสารฯ รพ. เช่น CPALL, BJC, NSL, BDMS, PR9, ADVANC


ทั้งนี้ หากอ้างอิงเหตุการณ์ภัยธรรมชาติในอดีต ได้แก่ แผ่นดินไหวเชียงราย 5 พ.ค. 2557 SET index ปรับตัวลง 1.2% วันที่ 6 พ.ค. ก่อนไหลลงแรงต่อเนื่องในเดือนดังกล่าว โดยไม่ใช่ผลกระทบจากแผ่นดินไหว แต่เกิดจากความไม่สงบทางการเมืองช่วงดังกล่าวก่อนรัฐประหาร


สึนามิ 26 ธ.ค. 2547 SET index วันที่ 27 ธ.ค. 2004 ปรับตัวลงระหว่างวันราว 2% ก่อนฟื้นตัวเหลือปิดลบราว 1% ก่อนใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์ฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิม


น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 SET index ปรับตัวลงแรงลึกสุดราว 20% เนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูงทั้งภาคเกษตร อุสาหกรรม ท่องเที่ยว ก่อนใช้เวลาราว 2 เดือนฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิม


ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมิน SET จะลดลงเพียงระยะสั้นราว -1.8% ถึง -3% ประเมินกรอบตั้งรับ 1,155- 1,130 จุด (PER ปี 2568 12.8-12.5 เท่า) และน่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวหลังจากนั้นใน 3 วัน หากไม่มีปัจจัยลบใหม่ เนื่องจากรัฐบาลน่าจะมีแผนฟื้นฟู กระตุ้นเศรษฐกิจตามมา แนะนำนักลงทุนอย่า Panic ต่อประเด็นดังกล่าว และค่อยๆ พิจารณาวางกลยุทธ์


โดยฝ่ายวิเคราะห์ประเมินผลกระทบเชิงพื้นฐานรายกลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ

1. กลุ่มที่มีธุรกิจในเมียนมาร์ มีสัดส่วนรายได้ในเมียนมาร์สูง แม้ส่วนใหญ่ทรัพย์สินไม่มีความเสียหาย แต่น่าจะกระทบต่อกำลังซื้อ ได้แก่ MEGA 30%, OSP 10% CBG 7% และ ICHI 7% ตามลำดับ ส่วน TOA (2-3% ของรายได้) และ THG (ถือหุ้น 40% ใน ร.พ. Ar Yu) คาดเป็นกลาง


2. กลุ่มที่มีธุรกิจเกี่ยวโยงกับกรณีอาคาร สตง. ถล่ม คือ ผู้รับเหมา ITD (ส่วนเจ้าหนี้ คือ ธนาคาร คาดกระทบจำกัด เพราะได้ตั้งสำรองไปแล้ว)


3. ประกันที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาคารดังกล่าว TIPH (40% ของวงเงินประกัน 2.2 พันล้านบาท หรือราว 896 ล้านบาท vs ระดับเงินกองทุนสำรองใช้ได้ 7.6 พันล้านบาท ขณะที่คิดเป็นผลกระทบ 1.5 บาทต่อหุ้น), BKIH (25% ของวงเงินประกัน 2.2 พันล้านบาท หรือราว 560 ล้านบาท vs เงินกองทุนสำรองใช้ได้ 4.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่คิดเป็นผลกระทบต่อหุ้นราว 5.4 บาท )


4. กลุ่มอสังหาฯ ที่มีโครงการแนวดิ่ง ต้องรอการตรวจสอบฟื้นความเชื่อมั่น


ฝ่ายวิเคราะห์แนะนำระยะสั้นหลีกเลี่ยงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ แต่ให้รอโอกาสสะสม เพื่อระยะกลาง เช่น กลุ่มอสังหาฯ ที่อาคารมีความเสียหายต่ำ แต่เกิด Panic ราคาลงเกิน -10% รอตั้งรับ SIRI, SC, LH และ กลุ่มประกันที่กำไรจะลดลงเพียง 1 ไตรมาส และเบี้ยประกันในอนาคตจะสูงขึ้น หากหุ้นปรับฐานลึก -15% ขึ้นไป รอตั้งรับ TIPH, BKIH


สำหรับกลุ่มที่มีผลกระทบระยะสั้นเชิงจิตวิทยา แต่ภาพอุตสาหกรรมมีปัจจัยลบอื่นๆ ฝ่ายวิเคราะห์แนะนำ เน้น Selective หุ้นรายตัวที่แข็งแกร่งในกลุ่ม บันเทิง เลือก PLANB, เกษตร - อาหาร เลือก CPF, ขนส่งทางบก เลือก BTS


ด้านกลุ่มที่มีผลกระทบระยะสั้นเชิงจิตวิทยา แต่ราคาน่าจะปรับตัวลงระยะสั้น แนะนำให้ทยอยตั้งรับเนื่องจากอุตสาหกรรมมีภาพบวก คือ กลุ่มท่องเที่ยว การบิน กลุ่มนิคม กลุ่มธนาคาร (กลุ่มเสี่ยงผันผวน คือ กลุ่มที่มีสินเชื่อบ้านสูง อาทิ SCB 32%, TTB 25%, KTB 19%, KBANK 17%) กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่ม ร.พ. กลุ่มเช่าซื้อ กลุ่มรับเหมา โดยหุ้นนำ ได้แก่ MINT, AMATA, KBANK, GPSC, BDMS, BH, MTC และ STECON


ในส่วนของกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว หรืออาจได้อานิสงส์บวก คือ กลุ่มจำหน่ายสินค้า+บริการจำเป็น หรือกลุ่มได้ประโยชน์จากการซ่อมแซ่มรอบใหญ่หลังจากนี้ ค้าปลีก (บวกกลุ่มสินค้าจำเป็น และ Home Improvement) กลุ่มสื่อสาร กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มที่ปรึกษางานอาคาร/โครงสร้าง กลุ่มรับเหมาเสาเข็ม


ฝ่ายวิเคราะห์แนะนำกลยุทธ์หลักและผู้รับความเสี่ยงได้น้อย ในระยะสั้น-กลาง เน้นหุ้นกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบ หรืออาจได้อานิสงส์บวก โดยเฉพาะกลุ่มที่มี Deep Value อาทิ CPALL, CPAXT, BJC, HMPRO, GLOBAL, SCC กลุ่มที่อยู่ในช่วง Upcycle อาทิ ADVANC, TRUE ส่วนเก็งกำไรเน้นไปที่กลุ่มวัสดุก่อสร้างขนาดเล็ก-กลาง SCGD, DCC กลุ่มเสาเข็ม PYLON และเก็งกำไรกลุ่มที่ปรึกษางานอาคาร/โครงสร้าง STI, TEAMG, PPS
Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
ทิปโก้ ครบรอบ 50 ปี เดินเกมรุกตลาดสุขภาพ ยกระดับ 5 สมุนไพรไทย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมาตรฐานสากล
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us