Official Update :

เจาะกลยุทธ์ คัดหุ้นเด่น “น่าลงทุน” ในไตรมาส 2/68

ตลาดหุ้นไทยปิดจบไตรมาส 1/68 ด้วยบรรยากาศที่ไม่สดใสนัก ซึ่งมาจากหลากหลายปัจจัยกดดัน ทั้งการขาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ ก.ล.ต. ประกาศให้ DELTA เป็นหลักทรัพย์เข้ามาตราการกำกับการซื้อขาย อุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ แรงขาย LTF และความกังวลสงครามการค้า จากนโยบาย Reciprocal Tariffs ของประธานาธิบดีทรัมป์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย


และล่าสุดผลกระทบจากการเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งแม้จะเป็นปัจจัยกดดันระยะสั้น แต่ก็ทำให้ดัชนีปรับตัวลงไปค่อนข้างมากเช่นเดียว ส่งผลให้วันที่ 31 มี.ค. 68 ตลาดหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,158.09 จุด โดยปรับตัวลดลง 16.05% จากช่วงต้นปี


แต่ไม่ว่าตลาดหุ้นจะอยู่ในภาวะใดก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องเฟ้นหากลยุทธ์เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับพอร์ต วันนี้ Wealthy Thai จึงได้รวบรวมกลยุทธ์การลงทุนและหุ้นเด่นในไตรมาส 2/68 ของนักวิเคราะห์จาก 4 สำนักมาฝาก มาดูกันว่าในไตรมาสนี้ตลาดหุ้นไทยจะมีทิศทางเป็นอย่างไร และหุ้นตัวไหนจะน่าสนใจบ้าง


บล.ทรีนีตี้

มาเริ่มกันที่ นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์  บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ประเมินตลาดหุ้นไทยในเดือนเมษายน คาดว่า SET Index จะอยู่ในโหมดทรงตัวด้วยวอลุ่มต่ำ โดยมีปัจจัยกดดันที่สำคัญจากต่างประเทศ จากการที่นักลงทุนน่าจะทยอยให้น้ำหนักต่อปัจจัยเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และประเด็น Stagflation มากขึ้น สะท้อนผ่านสัญญาณตัวเลขต่างๆที่ออกมาล่าสุด


ในฝั่งของตลาดหุ้นเกิดใหม่และตลาดหุ้นไทยนั้น แม้การปรับลดลงของตลาดหุ้นโลกจะนำมาสู่แรงกดดันได้บ้าง แต่ด้วยความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นโลกที่อยู่ต่ำในช่วงหลัง และระดับ Valuation ที่อยู่ต่ำ ประกอบกับแนวมาตรการการคลังและนโยบายการเงินที่เกื้อหนุนกว่า ทำให้ประเมินว่า Downside risk ของตลาดหุ้นในฝั่งนี้จะอยู่ในระดับที่จำกัดกว่า มองกรอบการแกว่งตัวของดัชนี SET ในเดือนนี้ที่ 1150-1190 จุด แต่สิ่งที่ห้ามประมาทก็คือสัญญาณตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่เริ่มอ่อนแอเช่นกัน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชน


ในเชิงกลยุทธ์ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงเชื่อว่าตลอดทั้งไตรมาส 2/68 ท่ามกลางภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังคงมีความเสี่ยงในระดับสูง จะยังเห็นการโยกย้ายเม็ดเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยในภาพรวม ส่วนภายใต้สินทรัพย์เสี่ยงหุ้นด้วยกันนั้น ประเมินว่าจะเห็นการโยกย้ายเม็ดเงินออกจากจากหุ้นกลุ่ม Growth และ Technology เข้าสู่หุ้นกลุ่ม Value และ Defensive ต่อไป ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคุณลักษณะของตลาดหุ้นไทยรวมถึงหุ้นที่เลือกมาเป็น Top pick ประจำไตรมาส 2/68 ซึ่งได้แก่ BCP, TOP, PTTGC, GPSC, CPF, BDMS, BH, TCAP, 3BBIF และ LHHOTEL


บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)

ส่วน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำกลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 2/67 เน้นตั้งรับ โดยคาดว่า สินทรัพย์ลงทุนทั่วโลกจะผันผวนจาก Trade War ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ และตลาดหุ้นไทยมักเผชิญกับปรากฏการณ์ Sell in May แต่คาด Downside จำกัด เพราะ Valuation ไม่แพง และ Dividend Yield สูงเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค


โดยมีปัจจัยที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนเรียกความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน คือ ผลประกอบการ และ GDP ไตรมาส 1/68  รวมถึงการลดดอกเบี้ยของกนง. เพราะฉะนั้นในเชิงของกลยุทธ์การลงทุน จึงเน้นจุดเด่นของตลาดหุ้นไทยจากผลของการปรับฐานที่รุนแรงกว่าภูมิภาค จนทำให้หุ้นกลุ่ม Value & Dividend Play มีความน่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว


สำหรับหุ้นแนะนำในไตรมาส 2/68 (7 Wonders) คือ 3BBIF, BAM, CPALL, GULF, LHHOTEL, PINGAN 80, PTTGC โดยในส่วนของ GULF ให้รอสะสมหลังจากที่กลับเข้ามาซื้อขายในฐานะ New Co. แล้ว


บล.อินโนเวสท์ เอกซ์

ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจมหภาคแสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่ชะลอตัวลงพร้อมกับอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ตลาดเอเชียได้รับประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน แต่หุ้นไทยเผชิญกับความผันผวนจากนโยบายการค้าของทรัมป์ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน และความไม่แน่นอนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังคงอ่อนแอ


ทั้งนี้ คาดว่าตลาดจะผันผวนและอยู่ในกรอบแคบ แม้ว่า valuation จะน่าสนใจก็ตาม ความผันผวนของดอลลาร์ทําให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าจํากัด ทําให้กระแสเงินภายในประเทศมีความสําคัญ ฝ่ายวิเคราะห์ชอบบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง คุณภาพสูง valuation สมเหตุสมผล และมีสัดส่วนรายได้ภายในประเทศสูง โดยหุ้นเด่นสําหรับไตรมาส 2/68 ได้แก่ BCH, CPALL, CPF, KTB และ TRUE


บล.กรุงศรี

สุดท้าย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า SET Index ปรับตัวลงต่อเนื่องจากความผันผวนของปัจจัยภายนอกและการขาดความเชื่อมั่นในปัจจัยภายใน จนปัจจุบันอยู่ในโซน Deep Value อย่างชัดเจน ซึ่งน่าจะสะท้อนความเสี่ยงรอบด้านในช่วงปลายแล้ว ทั้งจากมาตรการกีดกันการค้าที่คาดว่าภาษีเท่าเทียมจะเป็นมาตรการชุดท้ายๆ และสภาพคล่องภายในที่อยู่ในจุดต่ำสุด โดยเศรษฐกิจกำลังรอมาตรการแก้ไขปัญหาเพื่อฟื้นตัว


สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์ แนะนำให้ Overweight หุ้นในธีมหลัก คือ 1)  หุ้น Deep Value Stocks โดยประเมินโดยอิงค่าเฉลี่ยค่า Z-Score ภายใต้วิธี PER, PBV และ Inverted Dividend Yield ของหุ้นรายตัวว่าหุ้นใดบ้างที่ยังมีส่วนลด vs ค่าเฉลี่ยระยะยาว ผสานการบวกเพิ่มแนวคิดการวิเคราะห์เชิงคุณภาพกิจการต้องมีความมั่นคงใน 2-3 ปีข้างหน้า และมี ESG Score หรือคุณสมบัติที่เทียบเท่า ซึ่งเหมาะกับภาวะลงทุนปัจจุบัน ที่แรงขับเคลื่อนที่จะช่วยพลิกภาพ SET ฟื้นตัวจากโซน Deep Value ยังไม่ชัดเจน ทำให้ตัวเลือกแรกๆ ของตลาดที่กลับดึงสถานะกลับลำดับต้นๆ จะต้องมีคุณสมบัติ Valuation มีส่วนลดมากพอ, คุณภาพธุรกิจดีทั้งกิจการและคุณสมบัติ ESG


2) หุ้นในธีม Thailand structural reform ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินมาตรการรัฐฯ ที่จะฟื้นคืนความเชื่อมั่นตลาดทุนจากนี้น่าจะต้องเป็นมาตรการที่มีศักยภาพแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ อาทิ หนี้ครัวเรือน, ภาคผลิต อุตสาหกรรมยานยนต์ รวมถึงอุตสาหกรรมอสังหาฯ ทำให้เราคัดเลือกหุ้นที่มีโอกาสได้ประโยชน์


3) หุ้นในธีม Thailand new investment cycle ฝ่ายวิเคราะห์คาดหุ้นที่อยู่ในกระแสอุตสาหกรรมที่ขึ้นมาเป็น New S Curve ใหม่ของประเทศ ซึ่งจะต้องลงทุนเพิ่มเติมอยู่ในกลุ่มที่มีโอกาสตลาดจะเลือกลงทุนก่อนในจุดที่อยู่ในโซน Deep Value และขาดปัจจัยเร่งที่เด่นชัด


ด้านหุ้นเด่นในไตรมาส 2/68 ได้แก่ BDMS, CPALL, MINT, KBANK, MTC, LH, ADVANC ส่วน Mid-Small Cap Play : BCH, BTS, JMT, ERW และ AMATA


Most Viewed
Wealth EZ
“วางแผนมรดก” อย่างไร...ให้คนข้างหลัง “ไม่ต้องทะเลาะกัน” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
SET ปิดพุ่ง 17.38 จุด รับงบไตรมาส 2 บจ.แกร่ง HANA-CRC นำทีมบวกแรง ลุ้น GDP ไทยปีนี้โตแตะ 2.25%
เมื่อ 2 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
12 หุ้นเด่นเกาะกระแส Thailand Focus 2026 สถิติย้อนหลังชี้ SET ตอบรับบวก โบรกฯ แนะเป็นจังหวะ “เก็งกำไร”
เมื่อ 10 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“หุ้นเหมืองเงิน” โอกาสที่ดีกว่ารับแนวโน้มราคา “Silver” ขาขึ้น... พื้นฐานแกร่ง “Supply” ยังขาดแคลน ไม่ทัน “Demand” อุตสาหกรรมแห่งอนาคต !!!
เมื่อ 3 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
PRTR ครึ่งปีแรกรายได้ทะลุ 3.8 พันลบ. เคาะปันผล 0.10 บาท
เมื่อ 3 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us