Official Update :

ADVANC กับโอกาสและสตอรี่ ที่ขับเคลื่อนผลประกอบการ

ท่ามกลางสภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวนไปทั่วทั้งโลกไม่เพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้น ที่เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 ภายใต้สายพันธุ์เดลต้าที่ครอบคลุมกว่า 62% ในไทย ที่ขณะนี้ส่งผลให้การระบาดในทั่วทุกมุมโลกรวมถึงยังมีสายพันธุ์แอลฟา และสายพันธุ์เบต้า จนทำให้ในวันที่ 20 ก.ค.64 ประเทศไทยต้องประกาศมาตรการล็อกดาวน์เพิ่มอีกเป็น 13 จังหวัดคุมเข้มมากขึ้น เช่นเดียวกับประเทศต่างๆทั่วโลกที่บางประเทศยังมีมาตรการล็อกดาวน์เพิ่มเติมอีก


ขณะเดียวกันปัจจัยลบของโควิด19 ซึ่งมีผลกดดันต่อปัจจัยการลงทุน ทำให้มีผลกดดันต่อดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 5 เดือนมาอยู่ที่ระดับ 1.2% กลุ่มหน้าหุ้นที่เป็นประเภท Defensive อย่างกลุ่มสื่อสารจึงเป็นจุดที่น่าสนใจเพราะมีฐานรายได้ที่มั่นคงอย่างสม่ำเสมอ และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่มากกว่าผลตอบแทนพันธบัตร


บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC จึงเป็นหุ้นที่น่าสนใจในการลงทุนเพราะมีสตอรี่ที่เป็นบวกเฉพาะจากเรื่องการประกาศจับมือ Disney+ เพื่อนำเสนอบริการ Disney+ Hotstar เข้าสู่ตลาดเมืองไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มฐานลูกค้าให้กับบริษัท ประกอบธุรกิจการให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่มีฐานลูกค้ามากขึ้นจากการ work from home รวมถึงฐานลูกค้า 5G ภายใต้ธุรกิจหลักที่ขยายตัว


นอกจากนี้ยังมีสตอรี่ปัจจัยบวกหนุนความน่าสนใจให้กับหุ้นคือ นักวิเคราะห์หลายแห่งมองว่าผลประกอบการไตรมาส 2 จะเติบโตออกมาในทิศทางที่ดีหากเทียบกับปีก่อน และจะทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาส 1/64 ซึ่งจะประกาศในวันที่ 3 ส.ค. 64 อีกทั้งการประกาศทำเทนเดอร์หุ้นของ INTUCH และ ADVANC จาก GULF ที่จะเสร็จสิ้นในวันที่ 4 ส.ค.64 และจะรู้ว่า GULF เข้าไปถือหุ้นในทั้งสองบริษัทได้กี่เปอร์เซนต์ และจะมีกลยุทธ์ร่วมกันอย่างไรบ้าง



ให้บริการ
Disney+ Hotstar

AIS 5G ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ให้บริการ Disney+ Hotstar แบบแพ็คเก็จรายเดือนแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดย ADVANC มีฐานลูกค้ามือถือ 42.7 ล้านราย และฐานลูกค้าAIS ไฟเบอร์อีก 1.4 ล้านราย ซึ่งมีโอกาสใช้บริการดังกล่าวได้ และจะไม่ซ้อนทับกับการใช้บริการแอพพลิเคชั่น AIS PLAY ของ AIS เนื่องจากเนื้อหาความบันเทิงคนละรูปแบบ


บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า Disney+ จะช่วยเพิ่มลูกค้าใหม่ให้ ADVANC ซึ่งจากการศึกษาของฝ่ายวิจัย ประเมินว่า ทุกๆ 1% ของลูกค้ารายเดือนที่เพิ่มขึ้น ภายใต้สมมติฐาน รายได้เฉลี่ยของผู้ให้บริการต่อลูกค้าหนึ่งคน (ARPU) อยู่ที่ 480 บาท/เดือน จะช่วยเพิ่มกำไรปีละ 3.2% และมูลค่าหุ้น 4 บาท


ส่วนกรณี ลูกค้าเดิมสมัครใช้บริการ ภายใต้สมมติฐาน Net Margin 10% ทุกๆ 10% ของลูกค้ารายเดือนที่สมัครใช้บริการเพิ่มเติม จะช่วยเพิ่มกำไรให้ ADVANC ราว 0.3% และมูลค่าหุ้นอีก 1 บาท


ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในระยะสั้น Disney+ จะช่วยเพิ่มลูกค้าใหม่ให้ ADVANC อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นโอกาสที่ในระยะต่อไป ลูกค้าเหล่านั้นจะเพิ่มแพ็คเกจขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นตัวเร่งให้ ADVANC สามารถย้ายฐานลูกค้าไปสู่ 5G ได้รวดเร็วมากขึ้น ซึ่งจะหนุนให้ฐาน ARPU สูงขึ้นในระยะยาว


นอกจากนี้ ADVANC ยังมีโอกาสเติบโตในตลาด Broadband ซึ่งเป็นตลาดที่ ADVANC ยังมีฐานลูกค้าต่ำกว่าคู่แข่ง อย่าง TRUE และ JAS อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งลูกค้า Broadband เป็นลูกค้าระยะยาว ที่มีสัญญา อย่างน้อย 1 ปี และมีอัตราการเปลี่ยนบริการที่ต่ำกว่ามือถือมาก และให้ ARPU ในระดับสูง


ทั้งนี้ หาก ADVANC สามารถใช้คอนเทนต์ของ Disney+ มาเพิ่มฐานลูกค้า Broadband ได้ราว 2.5 แสนราย อิง ARPU ที่ 462 บาท/เดือน จะทำให้ ADVANC มีรายได้จาก Broadband เพิ่มขึ้นอีก 1.4 พันล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 20% ของรายได้ Fixed Broadband



งบไตรมาส
2/64 จะเติบโต

ในแง่ของผลประกอบการของ ADVANC ก็ไม่ทำให้นักลงทุนขาประจำแฟนคลับผิดหวัง เพราะนักวิเคราะห์มองว่างบจะออกมาได้เติบโตหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังสามารถทรงตัวได้ดีในระดับที่ใกล้เคียงกับไตรมาส 1/64 ท่ามกลางสภาวะการระบาดของไวรัสโควิด19


บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่ากำไรปกติในไตรมาส 2/64 อยู่ที่ 6.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% จากปีก่อน และทรงตัวจากไตรมาส 1/64 โดยประเมินว่า ADVANC จะประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล จำนวน 3.39 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ 2%


เช่นเดียวกันบริษัทบัวหลวง จำกัด ประเมินผลประกอบการไตรมาส 2/64 ว่า กำไรหลักจะอยู่ที่ 6.53 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน ทั้งนี้หากรวมรายการพิเศษแล้ว จะทำให้งบไตรมาส 2/64 มีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 6.85 พันล้านบาท ลดลง 2% จากปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อนหน้า


ทั้งนี้กำไรหลักที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน มาจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลงเยอะมากและภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง กลบต้นทุนบริการที่เพิ่มขึ้นและรายได้บริการที่ทรงตัว เรามองว่ากำไรหลักจะเริ่มโตมากขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3/64 เป็นต้นไป


โดยงวดไตรมาส 2/64 การแข่งขันกลับมารุนแรงขึ้นจากการออกแพ็คเกจลดราคาในหลายๆตัวสำหรับ Prepaid แต่การแข่งขันของตลาด Postpaid ยังทรงตัว ในด้านของผลกระทบจากการระบาดรอบ 3 ค่อนข้างส่งผลกระทบจำกัดต่อรายได้ค่าบริการ ฝั่งของยอดผู้ใช้บริการและรายได้ของธุรกิจ Fixed broadband คาดจะยังคงแข็งแกร่ง เราประเมินว่ารายได้และกำไรจะเห็นการฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 64 เป็นต้นไป


ด้านบริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า คาดกำไรไตรมาส 2/64 อยู่ที่ 6.92 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2% เทียบจากไตรมาส 1/64 จากผลบวกการต้นทุนค่าเสื่อมอุปกรณ์ 3G 4G ที่ทยอยตัดจ่ายครบ และการควบคุมต้นทุนต่างๆ บวกกับ อานิสงส์ความเป็นผู้นำธุรกิจมือถือ ช่วยบรรเทาผลกำลังซื้อและการเติบโตธุรกิจรอง อาทิ อินเตอร์เน็ตบ้าน ที่ขึ้นมาประคองรายได้ในช่วงนี้


โดยคาดการณ์กำไรปกติครึ่งปีแรกเป็น 50% ของกำไรทั้งปี ขณะที่ครึ่งหลังคาดเติบโตเล็กน้อยจากบริการมือถือที่เป็นสิ่งจำเป็นมากขึ้น บวกกับ ความเป็นผู้นำ 5G กลยุทธ์สร้างความแตกต่างด้วยบริการจากพันธมิตรล่าสุด Disney+ ที่ใช้ดึงดูดลูกค้าใหม่เพิ่มเติม ซึ่งมูลค่าทางพื้นฐานปัจจุบันยังไม่รวมถึง Synergy ระยะยาวกับ GULF



นักวิเคราะห์ประเมินราคาหุ้น

บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) คงประมาณการและราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2564 ที่ 220 บาทต่อหุ้น (DCF) โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาหุ้นอยู่ในโซนต่ำ ขณะเดียวกันคาดการณ์ว่าจะปันผลงวดครึ่งแรกของปี 64 ที่ 3.39 บาทต่อหุ้น คิดเป็น อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ระดับ 2.0%


บล.บัวหลวง จากการที่กำไรหลักในไตรมาส 2/64 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน เพราะค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลงและภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลง กลบต้นทุนบริการที่เพิ่มขึ้นและรายได้บริการที่ทรงตัว มองว่ากำไรหลักจะเริ่มโต มากขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3/64 เป็นต้นไป เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ADVANC ราคาเป้าหมาย 232 บาท ณ สิ้นปี 64


บล.เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินมูลค่าหุ้นที่เหมาะสมไว้ที่ 220 บาทต่อหุ้น ซึ่งมูลค่าหุ้นดังกล่าวยังไม่สะท้อนกับการ Synergy ระยะยาวกับ GULF



สตอรี่ที่ต้องจับตา

หลังจากที่บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ประกาศการเข้าทำเทนเดอร์หุ้น INTUCH ที่ถืออยู่ทั้งหมดจากที่ก่อนหน้านี้ถือหุ้นไปแล้ว 15.78% ดังนั้นเองก็มีผลที่จะทำให้ GULF ต้องทำตามกฎของตลาดหลักทรัพย์ที่จะต้องทำเทนเดอร์หุ้น ADVANC และ THCOM ไปด้วย เนื่องจาก INTUCH มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของทั้งสองบริษัท แต่อย่างไรก็ตาม GULF ขอไม่ทำเทนเดอร์ THCOM ดังนั้นจึงทำให้ให้เหลือแค่ INTUCH กับ ADVANC


ทั้งนี้ดีลการทำเทนเดอร์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วและจะสิ้นสุดในวันที่ 4 ส.ค. 64 จากนั้นในวันที่ 5 ส.ค.64 เราจะได้รู้กันว่า GULF จะถือครองหุ้น INTUCH และ ADVANC กี่เปอร์เซนต์ และจะมี synergy ทางธุรกิจร่วมกันอย่างไร แต่ขณะเดียวกันมีข้อสังเกตุว่า กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 1 อย่าง SINGTEL GLOBAL INVESTMENT PTE. LTD. หรือ Singtel ยืนยันว่าจะไม่ขายหุ้น INTUCH ที่ถืออยู่ 21% ให้กับ GULF ซึ่งให้เหตุผลว่าเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ และหวังผลในระยะยาว


ส่วนราคาที่ทำเทนเดอร์ ADVANC ที่ราคา 120.93 บาทต่อหุ้นนั้นก็เป็นราคาหุ้นที่ต่ำกว่ากระดานมากจนเกินไปว่านักลงทุนที่ถืออยู่นั้นมีต้นทุนที่สูงกว่าระดับราคาดังกล่าว จึงอาจจะทำให้การทำเทนเดอร์ของ GULF นั้นไม่ประสบความสำเร็จ แต่อย่างไรก็ตาม GULF ได้ระบุชัดเจนแล้วว่า พวกเขาต้องการแค่ INTUCH เพียงเท่านั้น แต่การที่จะต้องทำเทนเดอร์ ADVANC เป็นเพียงเพราะต้องทำตามกฎเกณฑ์


สอดคล้องกับที่ปรึกษาทางการเงินอิสระมีความเห็นว่า ผู้ถือหุ้นของ ADVANC ควรปฏิเสธคำเสนอซื้อหุ้นสามัญของผู้ทำคำเสนอซื้อ เนื่องจากการประเมินมูลค่าปัจจุบันของกิจการด้วยวิธีมูลค่าปัจจุบันสุทธิของกระแสเงินสด (DCF)ซึ่งเป็นวิธีประเมินมูลค่าที่มีความเหมาะสม เนื่องจากสามารถสะท้อนผลประกอบการในอนาคตภายใต้แผนธุรกิจและสมมติฐานต่าง ๆ ที่มีความสมเหตุสมผล พบว่าช่วงราคายุติธรรมของหุ้นของ ADVANC อยู่ในช่วง 214.00 – 234.00บาทต่อหุ้น ซึ่งราคาเสนอซื้อที่ 120.93 บาทต่อหุ้น ต่ำกว่าราคายุติธรรมดังกล่าว จึงเป็นราคาที่ไม่เหมาะสม



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่