Official Update :

SCC ส่งสัญญาณฟื้น! ปัจจัยลบจาง ราคาน้ำมันลด ซีเมนต์-ก่อสร้างดี หนุนกำไร Q1/68 พลิกบวก

ช่วงที่ผ่านมา บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เผชิญกับความท้าทายหลากหลายด้าน จนทำให้ผลประกอบการไตรมาส 4/67 ขาดทุนสุทธิ 512 ล้านบาท แต่ล่าสุดเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นมาก โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า SCC จะพลิกกลับมามีกำไรสุทธิในไตรมาส 1/68 ได้ จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับความต้องการในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และการก่อสร้างกลับมาดีขึ้นตามฤดูกาล ขณะที่คาดว่าผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะมีต่อ SCC ค่อนข้างจำกัด ซึ่งรายละเอียดจะเป็นอย่างไร Wealthy Thai สรุปมาให้แล้ว


นักวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ให้มุมมองว่า SCC จะพลิกมีกำไร 931 ล้านบาท ในไตรมาส 1/68 จากการกลับมาทำกำไรของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และการก่อสร้าง ซึ่งได้รับอานิสงส์บวกจากความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างและซีเมนต์ในโครงการก่อสร้างภาครัฐสูงขึ้น รวมทั้งยังไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษ One time ในการปรับโครงสร้างองค์กรเหมือนไตรมาส 4/67


ส่วนธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (SCGP) ได้รับปัจจัยหนุนจากต้นทุนเศษกระดาษที่ปรับตัวลดลง และไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษ One time เหมือนไตรมาส 4/67  ทำให้คาดว่าจะกลับมาทำกำไรได้เช่นกัน


อย่างไรก็ตาม แม้ธุรกิจปิโตรเคมี (SCGC) ยังคงมีภาระค่าใช้จ่ายคงที่จากโรงงาน LSP ประกอบกับมี Spread ของผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในระดับต่ำทำให้โรงงาน LSP ยังไม่สามารถกลับมาเปิดดำเนินงาน แต่ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มลดลงน่าจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่หนุนให้ต้นทุน Naphtha ปรับลด โดยฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า ทุกการลดลงของราคาน้ำมัน 15 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล จะทำให้ต้นทุน Naphtha ลดลง 100 ดอลลาร์ฯ ต่อตัน ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ธุรกิจปิโตรเคมีได้


นอกจากนี้ ในระยะสั้น SCC ยังเน้นขายสินค้าและบริการที่สามารถแข่งขันได้ ยกเลิกหรือขายธุรกิจที่ไม่ทำกำไร พร้อมลดเงินทุนหมุนเวียนและหนี้สินสุทธิ ขณะที่ในระยะยาว ยังมีแผนเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจปิโตรเคมี ด้วยการลงทุนโครงการเพิ่มวัตถุดิบการผลิตเพื่อรองรับก๊าซอีเทนสำหรับโรงงาน LSP ซึ่งคืบหน้าแล้วทั้งการจัดหาผู้รับเหมาก่อสร้าง การลงนามสัญญาระยะยาวจัดหาก๊าซอีเทนจากสหรัฐฯ และสัญญาระยะยาวสำหรับเช่าเหมาเรือขนส่งก๊าซอีเทน ซึ่งคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จปลายปี 2570


สำหรับคำแนะนำ ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายบน PBV เพียง 0.5 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ถึง 1.7 เท่า จึงมีความน่าสนในเชิงมูลค่า​ ให้น้ำหนักการลงทุน “Neutral” ราคาเป้าหมาย 210 บาท


ขณะที่นักวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด มองว่าไตรมาส 1/68 SCC จะพลิกกำไรเช่นเดียวกันที่ 812 ล้านบาท จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และการก่อสร้างที่ปรับตัวดีขึ้นตามฤดูกาล


ส่วนของต้นทุน Naphtha ที่ลดลงในธุรกิจปิโตรเคมียังเป็นอีกปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้สถานการณ์บริษัทฯ ดีขึ้น ทั้งยังมองว่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงทุกๆ 1 บาท จะช่วยเพิ่ม EBITDA ให้ SCC ได้ราว 1,000 ล้านบาทต่อปี


อีกทั้ง SCC ยังเน้นบริหารกระแสเงินสดอย่างแข็งแกร่ง ปรับลดหนี้สินสุทธิ เน้นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนเร็ว โดยปัจจุบัน SCC ไม่มีแผนในการซื้อหุ้นคืน รวมทั้งยังคงเน้นดูแลผู้ถือหุ้นผ่านการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ


ฝ่ายวิเคราะห์ยังมองว่าปัจจุบัน SCC ซื้อขายบน PBV ต่ำกว่าช่วงวิกฤต Subprime ปี 2551 จึงมี Upside ในระยะกลางถึงยาว หากปิโตรเคมีผ่านพ้นจุดต่ำสุด​ไปแล้ว จึงให้คำแนะนำ “Trading Buy” ราคาเป้าหมาย 194 บาท


ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินไตรมาส 1/68 SCC จะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 602 ล้านบาท โดยแรงหนุนหลักมาจากการเข้าสู่ฤดูกาลขายของธุรกิจวัสดุก่อสร้างและธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ขณะเดียวกันโรงงาน VCM ที่เคยหยุดซ่อมในปลายปี 2567 ได้กลับมาเดินเครื่องตามปกติ ส่งผลให้ปริมาณขาย PVC ปรับเพิ่มขึ้น


ขณะที่ความกังวลต่อมาตรการภาษีของสหรัฐฯ นั้น นักวิเคราะห์มองว่ามีผลต่อ SCC ในระยะสั้นค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสัดส่วนรายได้ส่งออกไปสหรัฐฯ มีเล็กน้อยเพียงราว 1% ขณะที่แรงกดดันต่อ Spread ปิโตรเคมีเหลือไม่มาก เนื่องจากที่ผ่านมาในไตรมาส 1/68 Spread HDPE และ PP อยู่ใกล้เคียงสถิติต่ำสุด ทำให้ผู้ผลิตหลายรายที่ไม่มีผลิตภัณฑ์ HVA และการบูรณาการสายการผลิต มองว่าไม่คุ้มค่าการผลิต ประกอบกับ SCC น่าจะได้ประโยชน์จากการที่ต้นทุนวัตถุดิบ Naphtha ปรับลดลงตามราคาน้ำมันด้วย


ฝ่ายวิเคราะห์จึงให้คำแนะนำ “Trading” ราคาเหมาะสม 180 บาท แม้ยังมีความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกและมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาดูต่อ


จากมุมมองของทั้ง 3 โบรกเกอร์แสดงให้เห็นว่า แม้ SCC ยังมีแรงกดดันจากธุรกิจปิโตรเคมีและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน แต่ภาพรวมเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะในไตรมาส 1/68 ที่ได้รับปัจจัยหนุนทั้งจากราคาน้ำมันที่ลดลง การกลับมาของดีมานด์ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และการก่อสร้าง รวมทั้งบรรจุภัณฑ์ ประกอบกับการเน้นสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินของ SCC และการบริหารกระแสเงินสด โดย SCC พร้อมจ่ายปันผลต่อเนื่องเพื่อรักษาผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น และราคาหุ้นในปัจจุบันยังมี Valuation ที่น่าสนใจ จึงเป็นจังหวะเหมาะสำหรับนักลงทุนที่มองหาหุ้นคุณค่าซึ่งกำลังจะเข้าสู่ช่วงของการฟื้นตัว