เช็กเลย! 7 หุ้น Digitalization เหมาะลงทุนระยะยาวยุค AI บูม
กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง สำหรับกระเส AI หลังนายกรัฐมนตรีได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee) เพื่อกำหนดแนวทางในการเตรียมความพร้อมในการพัฒนากำลังคนด้าน AI ให้มีจำนวนเพียงพอ
รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ จีพียู และการพัฒนาแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์เปิด (Open Source AI Platform) และการจัดตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Bank) รวมเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 500,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจากประเด็นนี้จะช่วยผลักดันธุรกิจในหลายภาคส่วนไม่มากก็น้อย
เช่นเดียวกับแวดวงตลาดหุ้นที่คาดว่าจะมีบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับอานิสงส์จากประเด็นดังกล่าวเช่นกัน โดยบทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุ นายกฯ ตั้งคณะกรรมการ AI แห่งชาติ หวังพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย เร่งวางยุทธศาสตร์สู้เวทีโลก โดยกระแส Digitalization และการนำ AI มาใช้ในไทยน่าจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ดังนั้น การปรับตัวลงของหุ้นในกลุ่มนี้ น่าจะเป็นโอกาสในการสะสมสำหรับลงทุนระยะยาว โดยชอบ DELTA, GULF, WHA, ADVANC, TRUE, SYMC, STECON
เริ่มที่ บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA บทวิเคราะห์จาก บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) แนะนำ ”ทยอยซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 94.00 บาท โดยแม้มีความเสี่ยงจากการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ แต่จะมีโรงงานใหม่นิคม wellgrow สร้างเสร็จในช่วงกลางปีเข้ามาเสริม ช่วยให้สามารถผลิตสินค้า AI-related ได้เพิ่มขึ้น ปลดล็อคด้านปริมาณการผลิตได้ดีขึ้นและเป็นสินค้าจากบริษัทแม่ ทำให้ภาพครึ่งปีหลัง 2568 จะเห็นรายได้และ SG&A to sale สูงขึ้นตามกัน คาดว่ารายได้จากสินค้า AI-related จะเข้ามามีสัดส่วนมากกว่า 50% ภายในปีนี้เป็นตัวผลักดันรายได้ปีนี้เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับราคาหุ้น DELTA จากต้นปีถึงปัจจุบัน ปรับตัวลดลงมาแล้ว 28.06% จากราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 139.00 บาท เมื่อวันที่ 2 ม.ค.68 ขณะที่เมื่อวันที่ 6 พ.ค.68 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 100.00 บาท
ขณะที่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ได้รับคำแนะนำ “ซื้อ” จากบล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ด้วยราคาเป้าหมาย 54.00 บาท โดยมองเป็นหุ้นระดับชาติด้านโครงสร้างพื้นฐานของไทย ซึ่งเหมาะกับนักลงทุนที่ชอบกระจายความเสี่ยงในการเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคพลังงานและ ICT ทั้งนี้ คาดกำไรครึ่งปีหลัง 2568 ดีขึ้น หนุนจากการดำเนินงานของ Advanced Info Service (ADVANC.BK/ADVANC TB)* แข็งแกร่งขึ้น โดยมีส่วนแบ่งกำไรเพิ่มเป็น 40% (จาก 20%) ภายในไตรมาส 4/68 ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าใหม่จะทยอย COD ต่อเนื่อง กับต้นทุนดอกเบี้ยลดจากอัตราดอกเบี้ยลดลง และอันดับเครดิตดีขึ้น
สำหรับราคาหุ้น GULF จากต้นปีถึงปัจจุบัน ปรับตัวลดลงมาแล้ว 16.74% จากราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 56.75 บาท เมื่อวันที่ 2 ม.ค.68 ขณะที่เมื่อวันที่ 6 พ.ค.68 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 47.25 บาท
ด้าน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) แนะนำ “ซื้อ” บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA ด้วยราคาเป้าหมาย 4.06 บาท โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีที่ดินรอเซ็นสัญญาซื้อขาย (LOI) 1.2 พันไร่ โดยมีลูกค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ขนาดราว 500 ไร่ ที่คาดจะบันทึกเข้ามาช่วงไตรมาส 2-3 ปี 2568 หนุนให้แนวโน้มครึ่งปีแรก 2568 โดดเด่นและมีเงินปันผลงวดครึ่งปีหลัง 2568 มูลค่า 0.12 บาท/หุ้น (XD 7 พ.ค.) คิดเป็น Div. Yield สูงถึง 4.3% ช่วยจำกัด Downside ได้
สำหรับราคาหุ้น WHA จากต้นปีถึงปัจจุบัน ปรับตัวลดลงมาแล้ว 44.22% จากราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 5.45 บาท เมื่อวันที่ 2 ม.ค.68 ขณะที่เมื่อวันที่ 6 พ.ค.68 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.04 บาท
ขณะเดียวกัน บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ได้รับคำแนะนำ “ซื้อ” จาก บล.กรุงศรี ด้วยราคาเป้าหมาย 311.00 บาท โดยกำไรจะยังคงเติบโตที่ 6.6% ในปี 2568 และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 4% สำหรับปี 2568 ทั้งนี้ ข้อสมมติฐานส่วนใหญ่สอดคล้องกับแนวทางของผู้บริหาร รวมถึงรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ ด้วยกลยุทธ์ที่หลากหลายเพื่อกระตุ้นยอดขายผลิตภัณฑ์ เช่น ความร่วมมือกับ GULF จึงเห็นความเสี่ยงด้านบวกต่อประมาณการยอดขายผลิตภัณฑ์และกำไร
สำหรับราคาหุ้น ADVANC จากต้นปีถึงปัจจุบัน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.21% จากราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 285.00 บาท เมื่อวันที่ 2 ม.ค.68 ขณะที่เมื่อวันที่ 6 พ.ค.68 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 297.00 บาท
ส่วน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ได้รับคำแนะนำ “ซื้อ” จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ด้วยราคาเป้าหมาย 14.00 บาท โดยมองว่าการประมูลคลื่นรอบใหม่เป็นโอกาสใหญ่ที่จะปรับลดโครงสร้างต้นทุนระยะยาว ทั้งนี้ TRUE คาดว่าจะเข้าประมูลคลื่นภายในไตรมาส 2/68 ถึงต้นไตรมาส 3/68 หากไม่มีการแข่งขันด้านราคาสูงและ TRUE นำคลื่นเดิมกลับมาใช้งาน อาจประหยัดต้นทุน 5.8-6.7 พันล้านบาทต่อปี เนื่องจากโครงสร้างคลื่นก่อนเข้าประมูลเป็นการเช่าใช้งานในราคาสูง
โดยราคาหุ้น TRUE จากต้นปีถึงปัจจุบัน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.71% จากราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 11.20 บาท เมื่อวันที่ 2 ม.ค.68 ขณะที่เมื่อวันที่ 6 พ.ค.68 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 12.40 บาท
สำหรับ บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SYMC ได้รับคำแนะนำ “ซื้อ” จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ด้วยราคาเป้าหมาย 10.70 บาท ทั้งนี้ แม้การเปิดใช้งาน Data Center แห่งใหม่จำนวนมากในช่วง 1-2 ปีจากนี้ แต่การใช้งานเชื่อมต่อในส่วนของ SYMC จะช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้าราว 3-6 เดือน โดยคาดว่าจะเริ่มบางส่วนในปลายครึ่งปีหลัง 2568 และเริ่มเห็นการใช้งานชัดเจนในปี 2569 เป็นต้นไป ดังนั้นในช่วงครึ่งปีแรก 2568 ถึง 9 เดือน 2568 ผลประกอบการของ SYMC อาจยังไม่มีประเด็นของการเติบโตของตลาด Data Center เข้ามาเป็นแรงสนับสนุนใหม่ ยังเป็นการเติบโตในระดับปกติ
โดยราคาหุ้น SYMC จากต้นปีถึงปัจจุบัน ปรับตัวลดลงมาแล้ว 40.50% จากราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 8.00 บาท เมื่อวันที่ 2 ม.ค.68 ขณะที่เมื่อวันที่ 6 พ.ค.68 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 4.76 บาท
ปิดท้ายด้วย บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON ได้รับคำแนะนำ “ซื้อ” จาก บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ด้วยราคาเป้าหมาย 9.00 บาท โดยรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 68-69 ขึ้น 20–37% จาก GPM ที่ดีขึ้นและส่วนแบ่งขาดทุนที่ลดลงโดยปัจจัยสนับสนุนการเติบโตได้แก่ 1) รายได้ที่โตต่อเนื่องจาก backlog ที่มากกว่า 1 แสนล้านบาท 2) GPM เพิ่มขึ้นสู่ระดับปกติที่ 5.6% 3) ส่วนแบ่งขาดทุนที่ลดลง
นอกจากนี้ ยังมองเห็นปัจจัยบวกอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น แนวโน้มกำไรไตรมาส 1/68 ที่แข็งแกร่ง และการประมูลโครงการภาครัฐที่จะเร่งขึ้นในครึ่งปีหลัง 2568 นอกจากนี้ STEON ยังมีโครงการซื้อหุ้นคืน (share buyback) วงเงินสูงสุดไม่เกิน 900 ล้านบาทหรือ 150 ล้านหุ้น โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 18 มี.ค. ถึง 17 ก.ย. สะท้อนความเสี่ยงขาลงที่จำกัด
สำหรับราคาหุ้น STEON จากต้นปีถึงปัจจุบัน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.36% จากราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 7.35 บาท เมื่อวันที่ 2 ม.ค.68 ขณะที่เมื่อวันที่ 6 พ.ค.68 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 7.45 บาท

