Official Update :

ก.ล.ต. ลุยเข้ม 4 เดือนแรกปี 68 ฟันผู้กระทำผิดทั้งคดีอาญา-แพ่ง รับ “แอน จักรพงษ์ JKN” เป็นเคสแรก ไม่ยอมลงจากเก้าอี้ แม้ถูกชี้มูลความผิด

ก.ล.ต. เผย 4 เดือนแรก บังคับใช้กฎหมายด้านตลาดทุนไปแล้ว 15 คดี ได้รับแจ้งเบาะแสหลอกลงทุน รวม 2,735 ครั้ง และมีการระงับบัญชีม้า 27,000 บัญชี เผยกองทุน Thai ESG โตต่อเนื่อง มูลค่า NAV พุ่งแตะ 34,745 ล้านบาท ชี้กรณี “แอน จักรพงษ์” ยังไม่ยอมลงจากเก้าอี้ แม้ถูกชี้มูลความผิด เป็นเคสแรก


นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 ก.ล.ต. กล่าวโทษผู้กระทำผิดต่อพนักงานสอบสวน (บก.ปอศ. และดีเอสไอ) รวม 7 คดี มีผู้กระทำผิด 26 ราย จากฐานความผิด คือ การสร้างราคา 4 คดี ผู้กระทำผิด 14 ราย การแพร่ข่าว/ข้อความเท็จ 1 คดี ผู้กระทำผิด 1 ราย และประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต 2 คดี ผู้กระทำผิด 11 ราย


โดยมีการดำเนินการตามมาตรการลงโทษทางแพ่ง ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) กำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด รวม 8 คดี ผู้กระทำผิด 42 ราย จากความผิด คือ แพร่ข่าว/ข้อความเท็จ 1 คดี ผู้กระทำผิด 2 ราย, สร้างราคา 4 คดี ผู้กระทำผิด 26 ราย, ใช้ข้อมูลภายใน/การเปิดเผยข้อมูลภายใน 2 คดี ผู้กระทำผิด 12 ราย และแสดงข้อความอันเป็นเท็จ/ปกปิดข้อความจริง 1 คดี ผู้กระทำผิด 2 ราย


สำหรับการสร้างราคา 4 คดี ประกอบด้วย (1) ผู้กระทำความผิด 2 ราย กรณีสร้างราคาหลักทรัพย์ RPC

(2) ผู้กระทำความผิด 1 ราย กรณีสร้างราคา 4 หลักทรัพย์ ได้แก่ ABM, F&D, TVDH-W3 และ AMR

(3) ผู้กระทำความผิด 13 ราย กรณีสร้างราคา 4 หลักทรัพย์ ได้แก่ MAX, EIC, NEWS และ NEWS-W5

(4) ผู้กระทำความผิด 10 ราย กรณีสร้างราคาหรือปริมาณหลักทรัพย์ TCC


ซึ่งมีการตกลงทำบันทึกการยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 รวม 4 คดี มีผู้กระทำผิด 14 ราย โดยมีค่าปรับทางแพ่ง 14.14 ล้านบาท และชดใช้เงินเท่าผลประโยชน์ที่ได้รับ 10.20 ล้านบาท โดยเงินค่าปรับทางแพ่งและเงินค่าชดใช้คืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำผิด เป็นรายได้แผ่นดินที่นำส่งกระทรวงการคลังแล้ว


ทั้งนี้ มีคำพิพากษาในคดีที่ ก.ล.ต. ยื่นฟ้องเพื่อให้ศาลแพ่งกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่ง คดีมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จำนวน 6 คดี (ศาลชั้นต้น 1 คดี และศาลอุทธรณ์ 5 คดี) โดยศาลพิพากษาให้ ก.ล.ต. ชนะคดี โดยลงโทษและกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งแก่จำเลยในอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น/ศาลอุทธรณ์ จำนวน 15 คดี แบ่งเป็น 11 คดี อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น และ 4 คดี อยู่ระหว่างอุทธรณ์ (ทั้ง 4 คดี ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ ก.ล.ต. ชนะคดี โดยลงโทษและกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งแก่จำเลยในอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด)


การดำเนินการของ “สายด่วนแจ้งหลอกลงทุน”

ส่วนการดำเนินการของ “สายด่วนแจ้งหลอกลงทุน” ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 ก.ล.ต. ได้รับแจ้งเบาะแสหลอกลงทุน รวม 2,735 ครั้ง ผ่านระบบรับแจ้งใน 6 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต., โทรศัพท์, อีเมล, เดินทางมาที่สำนักงาน, ระบบบริการสนทนา และไปรษณีย์ โดยมีบัญชีโซเชียลมีเดียเข้าข่ายหลอกลงทุนที่ประสานผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและหน่วยงานภาครัฐเพื่อปิดกั้น จำนวน 1,849 บัญชี โดยผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียได้ปิดกั้นไปแล้ว 99.94% ภายในเวลา 7 นาที – 48 ชั่วโมง และให้คำปรึกษาในเรื่องการหลอกลงทุน จำนวน 886 ครั้ง


การจัดการบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัลและปิดกั้นแพลตฟอร์มที่ไม่ได้รับอนุญาต

ขณะที่ความคืบหน้าการดำเนินการหลังจาก พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ และ พ.ร.ก. อาชญากรรมทางเทคโนโลยีฯ ฉบับแก้ไขมีผลใช้บังคับ (13 เม.ย. 68) ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลได้มีการระงับบัญชีต้องสงสัยว่าเป็นบัญชีม้า ตามที่ได้รับข้อมูลจากกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ไปแล้วมากกว่า 27,000 บัญชี รวมมูลค่าทรัพย์สินมากกว่า 169.29 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 18 เม.ย.)


ส่วนการปิดช่องทางการเข้าถึงแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่เข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตจะมีกระบวนการที่กระชับกว่าเดิม เนื่องจากมีการลดขั้นตอน


กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)

ด้านกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของ Thai ESG ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นในทุกประเภทกองทุน โดย ณ สิ้นเดือน เม.ย. 68 เพิ่มขึ้น 17.42% มาอยู่ที่ 34,745 ล้านบาท จาก 29,591 ล้านบาทเมื่อสิ้นปี 67 แสดงถึงการขยายตัวของ Thai ESG อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกองทุนที่มีนโยบายเน้นลงทุนในตราสารหนี้ เพิ่มขึ้นถึง 31.42% จากสิ้นปี 67 ขณะเดียวกัน Thai ESG ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในตราสารทุน เพิ่มขึ้น 1.94% จากสิ้นปี 67 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุนของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน


อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. ยังอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์ Thai ESG (ซึ่งจะเป็นเกณฑ์สำหรับ Thai ESGX ด้วย) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนโทเคนดิจิทัลกลุ่มความยั่งยืน รวมทั้งเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้ผู้ประเมิน ESG และการบริหารสภาพคล่อง โดยเปิดรับฟังความเห็นจนถึง 28 พ.ค. 68


เคสแรก “แอน จักรพงษ์” ถูกชี้มูลความผิดแล้ว แต่ไม่ออกจากตำแหน่ง

ในส่วนของความคืบหน้าประเด็นที่ ก.ล.ต. มีการบังคับใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับ นายจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ และห้ามเป็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนนาน 56 เดือน เหตุเผยข้อมูลเท็จกรณีขายธุรกิจ Miss Universe แต่ปัจจุบัน นายจักรพงษ์ ยังดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อยู่นั้น


ก.ล.ต. ยอมรับว่ากรณีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้บริหารยังไม่ลาออกจาตำแหน่ง เพราะปกติเมื่อ ก.ล.ต. มีการชี้มูลความผิดแล้ว ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนส่วนมากจะลาออกจาตำแหน่งด้วยตนเอง เพื่อรักษาภาพลักษณ์และให้ความสำคัญกับบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) ของบริษัท


ทั้งนี้ มาตรการลงโทษดังกล่าวยังไม่มีผลเบ็ดเสร็จ เนื่องจากมาตรการลงโทษทางแพ่งจำเป็นต้องได้รับการเซ็นยินยอมจากผู้ถูกชี้มูลความผิดด้วย ทำให้เมื่อยังไม่มีการเซ็น ผู้บริหารจึงยังดำรงตำแหน่งได้ไม่มีความผิด โดยกระบวนการเซ็นยินยอมจะมีระยะเวลาให้พิจารณา ซึ่งผู้ถูกชี้มูลความผิดอาจขอขยายระยะเวลาได้หากมีเหตุจำเป็น


อย่างไรก็ตาม หากผู้ถูกชี้มูลความผิดไม่เซ็นยินยอม จะเข้าสู่กระบวนการนำส่งสำนวนต่อตุลาการต่อไป ในทางกลับกันหากผู้ถูกชี้มูลความผิดเซ็นยินยอม แต่บริษัทยังให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารอยู่จะมีความผิด เนื่องจากผิดคุณสมบัติการปฏิบัติหน้าที่