เปิดข้อมูลหุ้นหลัง IPO ORใช้เงินทำอะไรไปแล้วบ้าง??
หลังจากขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนหรือไอพีโอไปได้แล้วกว่า 5.3 หมื่นล้านบาท ทาง OR ก็ได้กระจายการใช้เงินลงทุนตามแผนที่วางไว้ไปแล้ว 10,127 ล้านบาท ทำให้ยังเหลือเงินที่พร้อมจะลงทุนอีกกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท พวกเขานำเงินไปใช้ทำอะไรเรารวบรวมไว้แล้ว
นายพิจินต์ อภิวันทนาพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า จากกรณีที่บริษัทได้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นคร้ังแรก (IPO) รวมจำนวนทั้งสิ้น 3,000,000,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 18 บาท โดยทาง ORได้รับเงินจากการเสนอขายหุ้นดังกล่าวเป็นจำนวนเงินสุทธิ 53,497 ล้านบาท (ภายหลังหักค่าใช้จ่ายในการเสนอขายหลักทรัพย์)
โดยสำหรับวัตถุประสงค์ของการใช้เงิน มีมูลค่ารวม 41,079-53,497 ล้านบาท โดยล่าสุดถึงวันที่ 30 มิ.ย.64 ใช้ไปจำนวน 10,127 ล้านบาท ซึ่งมีตามแผนดังนี้ 1.ใช้ขยายเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน 13,300 ล้านบาท โดยเบื้องต้นใช้ไปแล้ว 558 ล้านบาท
2.การขยายธุรกิจสำหรับการตลาดพาณิชย์ คาดจะใช้เงิน 3,800 ล้านบาท ในช่วงแรกใช้จำนวน 126 ล้านบาท 3.การลงทุนในคลังเก็บผลิตภัณฑ์และศูนย์กระจายสินค้าธุรกิจน้ำมัน จะใช้เงิน 8,500 ล้านบาท เบื้องต้นใช้เงินไปแล้ว 423 ล้านบาท 4.การขยายเครือข่ายร้านค้าปลีก ประมาณการใช้เงินไว้ 9,800 ล้านบาท แต่เบื้องต้นใช้ไปแล้วจำนวน 254 ล้านบาท
5.การลงทุนในต่างประเทศ ตามแผนจะใช้เงิน 5,000-9,500 ล้านบาท ซึ่งจำนวนเงินที่ใช้ถึงวันที่ 30 มิ.ย.ใช้ไป 169 ล้านบาท 6.เงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ และหรือชำระคืนเงินกู้ยืม (ถ้ามี) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อกิจการของบริษัทและบริษัทย่อย คาดจะใช้เงิน 679-8,597 ล้านบาท โดยมีจำนวนเงินที่ใช้ไป 8,597 ล้านบาท ดังนั้นทำให้ทาง OR จะมีเงินเหลือที่ได้จากการขายไอพีโอ จำนวน 43,370 ล้านบาท
ไตรมาส 2/64 กำไรโต 473%
บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่ากำไรสุทธิของ OR ในไตรมาส 2/64 จะอยู่ที่ 3.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 473% จากปีก่อน และลดลง26% จากไตรมาส 1/64 ซึ่งถือว่าค่อนข้างดีท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19 ที่กลับมาระบาดในประเทศไทยอย่างรุนแรงมาตั้งแต่เดือนเมษายน
โดยสาเหตุที่กำไรที่เพิ่มขึ้นเป็นเพราะค่าการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 1.20 บาท/ลิตรจาก 0.83 บาท/ลิตรในไตรมาส 2/63 เนื่องจากบริษัทสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยมีกำไรจากสต็อกน้ำมันเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันกำไรที่ลดลงเนื่องมาจากกำไรจากธุรกิจน้ำมันและธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันลดลงเพราะ COVID-19 กลับมาระบาดระลอกสาม
ทั้งนี้คาดว่าปริมาณยอดขายน้ำมันรวมในไตรมาส 2/64 จะลดลง 7% เหลือ 5,500 ล้านลิตร ในขณะที่คาดว่าค่าการตลาดน้ำมันของ OR จะลดลงจาก 1.31 บาท/ลิตร เหลือ 1.20 บาท/ลิตร แต่ยังถือเป็นระดับที่ดีอยู่ (สูงกว่า 1.00 บาท/ลิตร)
นอกจากนี้ เราคาดว่ารายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันจะลดลง 1% เหลือ 4.0 พันล้านบาท เนื่องจากรายได้จากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มลดลง เพราะคาดว่าปริมาณยอดขายกาแฟลดลงเหลือ 68 ล้านถ้วยหักล้างไปแทบจะพอดีกันกับรายได้จากร้านสะดวกซื้อและพื้นที่เช่าเพิ่มขึ้น เพราะการเปิดบริการร้านสะดวกซื้อใหม่เพิ่มอีกประมาณ 20 ร้านในไตรมาส2/64 เรายังประเมินแบบอนุรักษ์นิยมว่าอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจประเภทที่ไม่ใช่น้ำมันจะลดลง จาก 55% เหลือ 52%
ทั้งนี้ยังคงคำแนะนำถือ และประเมินราคาเป้าหมายปี 2565 ที่ 30.00 บาท อิงจาก P/E ที่ 25.0x แต่อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าประมาณการกำไรสุทธิใน 2Q64 ของเราที่ 3.0 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นผลประกอบการที่ไม่แย่และดีกว่าที่เราคาดไว้เบื้องต้นก่อนหน้านี้อย่างน่าเหลือเชื่อจากความกังวลอย่างมากของ COVID-19 ที่กลับมาระบาดระลอกสาม น่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนราคาหุ้น OR ไว้ได้
