Official Update :

5 หุ้นสหรัฐฯ น่าจับตา! ประจำเดือน พ.ค. ท่ามกลางความเสี่ยงภาษี–เศรษฐกิจอ่อนตัว

ในเดือนเมษายน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภาษี หลังประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีในวัน “Liberation Day” ส่งผลให้มูลค่าตลาดหายไปถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงต้นเดือน และแม้ว่าการเจรจากับจีนภายหลังจะช่วยคลายความกังวลได้บ้าง แต่ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอก็ยังกดดันความเชื่อมั่นนักลงทุน ซึ่งเดือนพฤษภาคม ก็เป็นเดือนที่จับตาดูต่อว่าบริษัทสำคัญ ๆ จะรับมือกับความเสี่ยงทางการค้าและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอย่างไร


ซึ่งในโพสต์นี้ Wealthy Thai ได้สรุปรายชื่อ 5 หุ้นสหรัฐฯ ที่นักวิเคราะห์จาก Yahoo Finance แนะนำให้นักลงทุนคอยดู พร้อมประเด็นที่น่าจับตา


1.Apple Inc. (AAPL)

AAPL ที่ผลิต iPhone ในจีนมากกว่า 90% ต้องเจอความเสี่ยงหนักหลังสหรัฐฯ และจีนขึ้นภาษีนำเข้าของกันและกันมากกว่า 100% และแม้ iPhone จะได้รับการยกเว้นภาษี แต่ข้อจำกัดใหม่เกี่ยวกับเซมิคอนดักเตอร์ก็ยังคงเป็นความเสี่ยงที่น่ากังวล โดย สิ่งที่นักลงทุนควรจับตามองในระยะข้างหน้า คือการอัพเดทแผนของ Apple ในการคงกำไรขั้นต้นและจัดการกับการปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ในงานประชุมนักพัฒนาระดับโลก WWDC ที่จะจัดขึ้นในเดือน 9-13 มิถุนายน


ซึ่งถ้าบริษัทมีการเปลี่ยนไปเน้นธุรกิจบริการและเริ่มมีการกระจาย supply chain ก็จะช่วยสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนและอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตระยะยาว ทั้งนี้ ราคาเป้าหมายโดยเฉลี่ยของ AAPL ในปีนี้อยู่ที่ 235.80 ดอลลาร์ (มี upside เกือบ 15% จากราคาปัจจุบัน)


2.Nvidia Corp. (NVDA)

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา NVDA เจอปัญหาจากการแบนการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีไปประเทศจีนโดยสหรัฐฯ ที่ทำให้ Nvidia มีสิทธิ์เสียรายได้สูงถึง 5.5 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสนี้ ซึ่งสิ่งที่นักลงทุนควรจับตามองในระยะข้างหน้า คือตัวเลขอุปสงค์นอกประเทศจีนของ NVDA และความสามารถของบริษัทในการรักษาการเติบโตท่ามกลางความผันผวน


ซึ่งถ้า Nvidia มีสัญญาณว่าสามารถโตได้แม้จะมีข้อจำกัดในจีน ก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน เพิ่มเติมจากการที่นักลงทุนมองว่า NVDA เป็นผู้นำด้านชิป AI อยู่แล้ว ทั้งนี้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยของหุ้นอยู่ที่ 164.96 ดอลลาร์ (มี upside ราว 44% จากราคาปัจจุบัน)


3.Walmart Inc. (WMT)

ท่ามกลางภาษีนำเข้าที่แพงขึ้น ขนาดที่ใหญ่ของ WMT ทำให้บริษัทมีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ (โดยมีข่าวการต่อรองกับซัพพลายเออร์ในจีนให้ลดราคา) จึงสามารถดูดซับต้นทุนภาษีได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการต้นปี ในช่วงต้นปี 2025 ยังไม่น่าจะสะท้อนผลกระทบจากภาษีทั้งหมด ทั้งนักลงทุนควรจับตามองว่า WMT จะประกาศคาดการณ์สำหรับทั้งปีหรือไม่ เนื่องจากบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันหลายแห่งได้มีการหยุดให้คาดการณ์รายปีเนื่องด้วยความผันผวนที่ทำให้คาดการณ์ยากขึ้น ซึ่งถ้าไม่มี ก็มีสิทธิ์ที่จะสร้างความกังวลให้นักลงทุนมากขึ้น


อย่างไรก็ตาม ด้วยกำไรขั้นต้นที่มั่นคงและปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง WMT ยังคงเป็นหนึ่งในทางเลือกป้องกันความเสี่ยงที่ดีในช่วงนี้ ทั้งนี้ ราคาเป้าหมายโดยเฉลี่ยของหุ้นอยู่ที่ 103.58 ดอลลาร์ ( มี upside เกือบ 5.0% จากราคาปัจจุบัน)


4.Exxon Mobil Corp. (XOM)

XOM และบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมพลังงานสหรัฐฯ ต้องเจอความความไม่แน่นอนเมื่อประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศสนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานเชื่อเพลิงฟอสซิล แต่กลับให้คำมั่นว่าจะควบคุมเงินเฟ้อด้วยการลดต้นทุนพลังงานไปด้วย แถมความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะเกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซาก็ได้กดดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงด้วย โดยในช่วงที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ได้แตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี ซึ่งเป็นระดับต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของผู้ผลิต ซึ่งนักลงทุนจะต้องจับตาสัญญาณการฟื้นตัวของราคาน้ำมัน รวมถึงผลประกอบการของ XOM


อย่างไรก็ตาม การลดกฎระเบียบในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลและการอนุมัติโครงการที่เร็วขึ้น ก็มีโอกาสส่งผลดีให้ XOM ในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากราคาน้ำมันดิบกลับมามีเสถียรภาพ ทั้งนี้ ราคาเป้าหมายเฉลี่ยของหุ้นอยู่ที่ 127.45 ดอลลาร์ (มี upside ราว 20% จากราคาปัจจุบัน)


5.Coinbase Global Inc. (COIN)

ราคาของคริปโตเคอร์เรนซีหลักอย่าง Bitcoin และ Ethereum ลดลงตั้งแต่ Trump เข้ารับตำแหน่ง เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ (เช่นเดียวกับที่กระทบตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร) ซึ่งนี่อาจส่งผลกระทบต่อรายได้จากธุรกรรมของ COIN อย่างไรก็ตาม


บริษัทคาดว่ารายได้จากบริการและการสมัครสมาชิกจะยังเติบโตได้ถึง 50% ทั้งนี้ สิ่งที่นักลงทุนควรจับตา คือการแถลงผลประกอบการของบริษัทที่จะมีขึ้นในเดือนนี้ เพื่อดูแนวทางของบริษัทในการผลักดันกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอร์เรนซีที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา


ซึ่งความชัดเจนด้านกฎระเบียบและการยอมรับจากสถาบันที่เพิ่มขึ้นก็อาจช่วยให้ COIN ฟื้นตัวได้ดี โดยไม่ต้องรอให้ราคาคริปโตกลับมาสูงเท่าช่วงก่อนหน้า ทั้งนี้ราคาเป้าหมายโดยเฉลี่ยของหุ้นอยู่ที่ 285.95 ดอลลาร์ (มี upside เกือบ 40% จากราคาปัจจุบัน)