Official Update :

TOP ทุ่มงบ 3.9 หมื่นล้านร่วมวง SCC ลุยธุรกิจปิโตรเคมีในอินโดนีเซีย

การขยายการลงทุนท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เริ่มมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดถึงคิว 2 บริษัทรายใหญ่ในตลาดหุ้นไทยอย่าง บริษัท ไทยออยล์ จํากัด (มหาชน) หรือ TOP และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ที่ประกาศการลงทุนครั้งใหญ่ในประเทศอินโดนีเซีย ด้วยการอนุมัติการลงทุนในหุ้น PT. Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP)


โดย นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ TOP เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการเข้าลงทุนใน CAP มูลค่ารวมไม่เกิน 1,183 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 39,116 ล้านบาท เพื่อเข้าถือหุ้นไม่เกิน 15.38% ใน CAP อย่างไรก็ตามระเบียบของรัฐบาลรัฐอินโดนีเซียกำหนดให้ทำธุรกรรมการลงทุนผ่านการใช้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสัดส่วน (Rights Offering)


ทั้งนี้ TOP จะเข้าซื้อหุ้นในสัดส่วน 15% ของหุ้นทั้งหมดของ CAP ในราคาไม่เกิน 914 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 30,222 ล้านบาทด้วยวิธีการ 1.จองซื้อหุ้นใหม่ตามการใช้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสัดส่วนใน CAP ในการนี้ TOP จะเข้าซื้อสิทธิจาก PT Barito Pacific Tbk ,  Marigold Resources Pte Ltd. และ Mr. Prajogo Pangestu ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่เดิม และจะใช้สิทธิสูงสุดตามจำนวนสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่บริษัทมีสิทธิ


2.บริษัทจะทำหน้าที่เป็นผู้ซื้อสำรองในการใช้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสัดส่วน (Standby Purchaser) เพื่อเข้าซื้อและใช้สิทธิทั้งหมดที่ยังไม่ได้ใช้ และ 3.เข้าซื้อหุ้นเดิม (Secondary Share) จาก Mr. Prajogo Pangestu ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเดิมของ CAP ในกรณีที่บริษัทต้องลงทุนเพิ่มเติม (Top  Up) เพื่อให้บริษัทถือหุ้น 15% ใน CAP


นอกจากนี้ภายในระยะเวลา 5 ปี บริษัทจะเข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมในสัดส่วน 0.38% ของหุ้นทั้งหมดของ CAP โดยหาก CAP มีการอนุมัติการลงทุนในการพัฒนาและก่อสร้างโรงงานปิโตรเคมีของ CAP2 โดยจะมีมูลค่าทั้งสิ้นไม่เกิน 270 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 8,928 ล้านบาท หรือหากไม่มีการอนุมัติการลงทุนภายในระยะเวลา 5 ปี จะมีมูลค่าทั้งสิ้นไม่เกิน 3.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 129 ล้านบาท ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทอนุมัติให้จัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ คือ PT  TOP  Investment Indonesia ในอินโดนีเซียเพื่อเข้าถือหุ้นใน CAP คาดว่าจะทำธุรกรรมสิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสัดส่วนจะแล้วเสร็จก่อนวันที่ 30 ก.ย.64


สำหรับราคาที่เข้าซื้อดังกล่าว ถือว่าต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 20% และเป็นราคาเดียวกันกับ SCC ที่เข้าลงทุนด้วยเช่นกัน โดยคาดว่าจะรับรู้ผลตอบแทนราว 40-50 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี คาดว่าจะเริ่มรับรู้ผลประกอบการเข้ามาใน TOP ภายในไตรมาส 4/64


นอกจากนี้คณะกรรมการบริษัทยังมีมติอนุมัติให้บริษัทเข้าทำสัญญาสินเชื่อกับปตท. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และเป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันของบริษัทฯ ("สัญญาสินเชื่อ") เพื่อกำหนดข้อตกลงที่มีผลผูกพันระหว่างคู่สัญญาสำหรับธุรกรรมการรับความช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อกู้ยืมเงินระยะสั้น (Bridging Loan) เป็นระยะเวลาไม่เกิน 18 เดือน อัตราดอกเบี้ยเทียบเคียงกับตลาด (Market rate) ไม่เกิน 2.5% ต่อปี และวงเงินไม่เกิน 670 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 22,154 ล้านบาท กับ ปตท. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ เพื่อรองรับการทำธุรกรรมการลงทุนใน PT Chandra Asri Petrochemical Tbk ("CAP") โดยการเข้าหุ้น 15.38% ของ หุ้นทั้งหมดของ CAP ผ่านบริษัทย่อยที่จัดตั้งขึ้นใหม่ในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย



เพิ่มทุนอาจเกิด
Dilution Effect ราว 10%

ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้พิจารณาและอนุมัติแผนจัดหาเงินทุน สำหรับการปรับโครงสร้างทางการเงินระยะยาวดังต่อไปนี้ 1. การขายหุ้นสามัญของบมจ. โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ในจำนวนไม่เกิน 10.8% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของ GPSC ให้กับ PTT


2.การเพิ่มทุนจำนวนประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งอาจดำเนินการเพิ่มทุนโดยการออกหุ้นเพิ่มทุน หรือใบแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้ (Transferable Subscription Rights) โดยการเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ ตามสัดส่วนการถือหุ้น (Right Offering) การเสนอขายให้กับนักลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง (PrivatePlacemen) และ/หรือ การเสนอขายให้แก่ประชาชนเป็นการทั่วไป (Pubic Offering)


อย่างไรก็ตาม การเสนอขายหุ้นให้แก่นักลงทุนรายเฉพาะเจาะจง (Private Placement) และ/หรือ การเสนอขายให้แก่ประชาชนเป็นการทั่วไป (Public Offering) อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ถือหุ้น (Dilution Efict) จากการที่มีหุ้นเพิ่มขึ้นได้ ณ ขณะนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาโครงสร้างการระดมทุนที่เหมาะสมซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทั้งบริษัทฯ และผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ โดยบริษัทฯ จะแจ้งให้ทราบต่อไปหากมีความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว พร้อมทั้งจะนำเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เพื่อพิจารณาและอนุมัติต่อไป


โดยการเพิ่มทุน และการขายหุ้น GPSC คาดว่าขบวนการจะแล้วเสร็จภายในครึ่งปีแรกของปี 65 อย่างไรก็ตามการเพิ่มทุนคาดว่าจะเกิด Dilution Effect ราว 10% นอกจากนี้บริษัทยังมีการพูดคุยเพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น CAP ในอนาคต แต่ต้องรอดูระยะเวลาที่เหมาะสมก่อน


นายวิรัตน์ กล่าวอีกว่า การเข้าลงทุนครั้งนี้ก่อให้เกิดประโยชน์หลายด้าน ทั้งการได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัท CAP และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด  ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ CAP ถือเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่างผู้ประกอบการในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือในการขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต


การร่วมลงทุนใน CAP ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตปิโตรเคมีชั้นนำทำไทยออยล์สามารถก้าวเข้าสู่ธุรกิจโอเลฟินส์ได้อย่างรวดเร็วและทำให้โครงสร้างธุรกิจมีความสมบูรณ์ ครอบคลุมธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมี สร้างโอกาสการเติบโตในประเทศอินโดนีเซีย ที่มีความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีสูงมาก


นอกจากนี้ ยังเป็นการขยายความร่วมมือทางการค้าระหว่าง ไทยออยล์ กับ CAP  โดยไทยออยล์ได้เข้าทำสัญญาเพื่อส่งผลิตภัณฑ์จากโรงกลั่นเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบให้กับ CAP นอกจากนี้ ยังได้เข้าทำสัญญาเพื่อจำหน่ายพอลิเมอร์เรซิน (Polymer Resin) และผลิตภัณฑ์ในรูปของเหลวอื่นๆ ของ CAP อีกด้วย ทั้งนี้ คาดว่ากระบวนการและการดำเนินการต่างๆ ในการเข้าร่วมลงทุนใน CAP จะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2564


สำหรับ CAP เป็นผู้ผลิตปิโตรเคมีชั้นนำรายใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย อีกทั้งยังเป็นผู้ดำเนินกิจการโรงงานแยกแนฟทา (Naphtha Cracker) เพียงแห่งเดียวของประเทศ มีกำลังการผลิตเอทิลีน (ethylene) ประมาณ 900,000 เมตริกตันต่อปี และพอลิโอเลฟินส์ (Polyolefins) ที่มีคุณภาพสูง อีกทั้งยังเป็นผู้ผลิตสไตรีนโมโนเมอร์ (SM) และบิวทาไดอีน (BD) และจะดำเนินการขยายกำลังการผลิตและก่อสร้างโรงงานปิโตรเคมีแห่งที่ 2 ซึ่งจะทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกเท่าตัว เบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มก่อสร้าง โรงงานปิโตรเคมีแห่งที่ 2 ในปี 2565 และใช้เวลาการก่อสร้าง 4 ปี หรือแล้วเสร็จราวปี 2569



SCC เข้าซื้อหุ้นรักษาสัดส่วน 30.57%

SCC รายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติให้บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SCC ถือหุ้นทั้งหมดเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนใน CAP ประเทศอินโดนีเซีย เป็นจำนวนเงิน 434 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 14,260 ล้านบาท) เพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นใน CAP ที่ 30.57%


โดยจะเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนเป็นจำนวนเงิน 327 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะนำไปลงทุนในโครงการ PetrochemicalComplex แห่งที่ 2 (CAP2) โดยราคาหุ้นเพิ่มทุนขึ้นอยู่กับราคาที่ CAP จะประกาศต่อไป โดยเอสซีจี เคมิคอลส์ จะลงทุนเพิ่มอีก 107 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ CAP อนุมัติการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision) ในโครงการ CAP2 ซึ่งคาดว่าจะอนุมัติภายในปี 2565


เอสซีจี เคมิคอลส์ได้เข้าซื้อหุ้น CAP ครั้งแรกในปี 2554 ที่สัดส่วน 30% หลังจากนั้นได้มีการซื้อหุ้นเพิ่มทุนเพิ่มเติมใน CAP เพื่อใช้เป็นเงินลงทุนในโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และขยายกำลังการผลิต ทำให้ปัจจุบัน เอสซีจี เคมิคอลส์มีสัดส่วนการถือหุ้นใน CAP  30.57% โดยเล็งเห็นว่าการลงทุนใน CAP เป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อขยายธุรกิจปิโตรเคมีไปยังประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีตลาดสินค้าปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน (ASEAN) และมีอัตราการเติบโตสูง

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”