หุ้นร่วง40จุด-สตรีมมิ่งล่มส่งคำสั่งไม่ได้ 4 โบรกเกอร์ฟันธง 1,400 จุดเอาอยู่
ตลาดหุ้นไทย เปิดทำการซื้อขายท่ามกลางกระแสข่าวการแพร่ระบาดของ COVID-19 รอบใหม่ กดดันให้ดัชนีเปิดการซื้อขาย ลดลงไปกว่า 54 จุด ก่อนที่จะมีแรงซื้อเข้ามาประคองตลาดให้อยู่ที่ระดับ 1,439.18 จุด หรือลดลง 43.20 จุด ทั้งนี้ ในช่วงเปิดการซื้อขาย โปรแกรมมิ่งหลายบริษัทหลักทรัพย์ ไม่ทำงานทำให้เกิดปัญหาในการซื้อขายอย่างมากก
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยในวันนี้ที่ปรับตัวลดลง มองว่านักลงทุนมีความตื่นตระหนกกับเหตุการณ์การระบาดของไวรัสโควิด 19 ในรอบที่ 2 จนทำให้เกิดมีแรงขายมากเกินไป ทั้งนี้มองว่าภาพการซื้อขายของตลาดอาจจะทำให้ดัชนีตลอดในช่วงสัปดาห์นี้แกว่งตัวอยู่ในระดับ แต่คาดว่าจะไม่หลุดกรอบแนวรับที่ระดับ 1,400 จุด
โดยแนะนำนักลงทุนเลือกเล่นหุ้นในกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากการระบาดในครั้งนี้ เช่น STGT STA หรือหุ้นในกลุ่มGlobal Play ที่สัมพันธ์กับเศรษฐกิจโลก เพราะขณะนี้ราคาน้ำมันอยู่ในทิศทางที่เพิ่มขึ้น ซึ่งแนะนำเลือกลงทุน PTTGC หรือหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ที่จะอิงกับการใช้เทคโนโลยี รวมถึงหุ้นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากการที่ประชาชนจะหันกลับมาใช้การ Work from home เช่น SYNEX COM7
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน-กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ พัฒนสิน จำกัด เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงตอบรับกระแสข่าวการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่จังหวัดสมุทรสาคร แต่อย่างไรก็ตามระหว่างวันคาดว่าอาจจะมีการฟื้นตัวขึ้นมาได้บ้าง ขณะเดียวกันยังต้องติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด และความเสี่ยงจากการล็อคดาวน์ที่จะเกิดขึ้น เพราะว่าถ้าเกิดเหตุระบาดหนักขึ้นอีก ตลาดหุ้นไทยก็อาจจะมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานลงอีก ในเบื้องต้นดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงบ่ายอาจจะอยู่ในกรอบ 1,430 กับ 1,420 จุด แนวต้านอยู่ที่ 1,450 จุด
สำหรับแนะนำจากการที่ตลาดปรับตัวลดลงตอบรับการแพร่ระบาดโควิด 19 ในครั้งนี้ หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเลี่ยงการลงทุน สำหรับหุ้นที่จะได้รับประโยชน์ และน่าสนใจเป็นหุ้นที่จะได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด19 น้อย เช่นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ KCE HANA หรือหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง และยังมีผลประกอบการที่จะเติบโต เช่น SAWAD MTC ขณะเดียวกันหากมองระยะยาวตลาดปรับฐานลงมาหุ้นในกลุ่มปิโตรเคมีขั้นกลางก็เป็นที่น่าสนใจ ให้รอตั้งรับ TOP IVL VNT
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส มองว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับฐานแรงกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ในภูมิภาคเอเซีย จากความกังวลการระบาดของ Covid-19 ในจังหวัดสมุทรสาครและพื้นที่ใกล้เคียง เช่น สมุทรปราการ อยุธยา นครปฐม และกรุงเทพฯ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนราว 44% ของ GDP ในประเทศ ถือว่าค่อนข้างมากแม้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการระบาด จึงกดดันภาพรวมของตลาดหุ้นให้ปรับลงมาค่อนข้างแรง
ทั้งนี้ เชื่อว่าดัชนีจะไม่ปรับลงแรงเหมือนการระบาดรอบแรก จะเป็นเพียงการปรับฐานระยะสั้น และดัชนีมีโอกาสจะฟื้นตัวเร็วเหมือนตลาดหุ้นอื่นๆที่มีการล็อกดาวน์และการระบาดรอบสอง อย่างไรก็ตาม ต้องรอติดตามมาตรการป้องกันของรัฐบาลว่าจะมีการล็อกดาวน์หรือจำกัดเวลาเข้มงวดขึ้นหรือไม่
ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีไว้ที่ แนวรับ 1,400 จุด และแนวต้านที่ 1,480 จุด ส่วนกลยุทธ์การลงทุน มองการปรับฐานครั้งนี้เป็นโอกาสเข้าซื้อหุ้น แนะนำหุ้นที่ได้รับผลกระทบน้อย และราคาปรับลงมาค่อนข้างมาก มีขนาดใหญ่ ทำให้มีโอกาสที่เงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าสูง เช่น PTT, ADVANC และหุ้นถุงมือยาง-ยางพารา STA, STGT ซึ่งจะได้รับผลบวกจากการกลับมาระบาดอีกครั้งภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส มองว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับฐานแรงกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ในภูมิภาคเอเซีย จากความกังวลการระบาดของ Covid-19 ในจังหวัดสมุทรสาครและพื้นที่ใกล้เคียง เช่น สมุทรปราการ อยุธยา นครปฐม และกรุงเทพฯ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนราว 44% ของ GDP ในประเทศ ถือว่าค่อนข้างมากแม้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการระบาด จึงกดดันภาพรวมของตลาดหุ้นให้ปรับลงมาค่อนข้างแรง
ทั้งนี้ เชื่อว่าดัชนีจะไม่ปรับลงแรงเหมือนการระบาดรอบแรก จะเป็นเพียงการปรับฐานระยะสั้น และดัชนีมีโอกาสจะฟื้นตัวเร็วเหมือนตลาดหุ้นอื่นๆที่มีการล็อกดาวน์และการระบาดรอบสอง อย่างไรก็ตาม ต้องรอติดตามมาตรการป้องกันของรัฐบาลว่าจะมีการล็อกดาวน์หรือจำกัดเวลาเข้มงวดขึ้นหรือไม่
โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีไว้ที่ แนวรับ 1,400 จุด และแนวต้านที่ 1,480 จุด ส่วนกลยุทธ์การลงทุน มองการปรับฐานครั้งนี้เป็นโอกาสเข้าซื้อหุ้น แนะนำหุ้นที่ได้รับผลกระทบน้อย และราคาปรับลงมาค่อนข้างมาก มีขนาดใหญ่ ทำให้มีโอกาสที่เงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าสูง เช่น PTT, ADVANC และหุ้นถุงมือยาง-ยางพารา STA, STGT ซึ่งจะได้รับผลบวกจากการกลับมาระบาดอีกครั้ง
เมย์แบงก์มองรอเข้าซื้อที่ 1,420 จุด หุ้นพลังงานจะพยุงตลาด!!!
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า การระบาดของ Covid-19 รอบใหม่ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา แน่นอนว่าผลกระทบหนักมากซึ่งในระยะสั้นมองว่าการเร่งตรวจเชิงรุกอยู่ในระดับสูงกว่าปกติ ดังนั้นภาพรวมจะกดดัน Sentiment ตลาดหุ้นในระยะสั้น แต่ยังเชื่อว่าการลงทุนระยะกลางจะได้แรงส่งจากปัจจัยภายนอก ทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ค่อยๆ รีบาวด์ และการใช้วัคซีน Covid-19 ที่อยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น ตลอดจนการฟื้นตัวของสินค้าโภคภัณฑ์ ดังนั้นในรอบนี้หุ้นกลุ่ม Global Play นำโดยหุ้นพลังงาน จะเป็นตัวพยุงตลาด
นายวิจิตรกล่าวว่า การระบาดรอบใหม่นี้ มองว่าจะไม่รุนแรงเท่ากับช่วงกลางปีที่ผ่านมา แม้ว่ายอดตัวเลขผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นสูง แต่เรามีแนวทางมีบทเรียนแล้ว ทั้งนี้จะสังเกตว่าการเทคแอคชั่นของภาครัฐในการปิดพื้นที่เสี่ยงทันที ทำได้ค่อนข้างเร็ว ประกอบกับในครั้งนี้เศรษฐกิจโลกและ Commodity รีบาวด์ ภาวะตลาดหุ้นจึงได้รับปัจจัยบวกจากต่างประเทศ การย่อตัวของ SET ในระยะสั้น มาจากทั้งความกังวลจากสถานการณ์ และการขายส่งท้ายปีและเก็งกำไร ทั้งในกลุ่มนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อย จึงให้แนวรับที่ 1,420 จุด
“ดังนั้นใน 1-2 วันนี้จะเห็นแรงขายแน่นอน ทั้งแรงขายลดความเสี่ยงและแรงขายส่งท้ายปี แต่ช่วงต้นปีหุ้นจะไปต่อได้ ให้มองเป็นโอกาสมากกว่าวิกฤติ ในช่วงหุ้นลงค่อยๆ เข้าทยอยสะสมหุ้น ซึ่งประเมินว่าจะมีนักลงทุนอีกมากที่ “ตกรถ” ในรอบที่หุ้นแรลลี่เดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งขึ้นไป 200 จุด” นายวิจิตรกล่าว
สิ้นปีดัชนีปิด 1,450 จุด แนะเข้าลงทุนหลังปีใหม่
นายวิจิตรกล่าวว่า ถ้าถามว่าแล้วจะเข้าซื้อได้เมื่อไหร่ จังหวะไหนน่าลงทุน ต้องบอกว่าการระบาดรอบนี้ เมย์แบงก์มองว่าไม่ได้น่ากังวลเท่ากับครั้งที่แล้ว โดยเบื้องต้นคาดว่าช่วง “หลังปีใหม่” ดัชนีน่าจะย่อตัวและเข้าซื้อได้ เพราะอย่าลืมว่าช่วงก่อนหน้านี้ดัชนีขึ้นไปที่ 1,500 จุด ค่อนข้างเร็วมาก ดังนั้นปลายปีตลาดน่าจะปิดที่ 1,450 จุด
TU รับผลกระทบหนักสุด จากสัดส่วนรายได้กุ้ง
นายวิจิตรกล่าวว่า สำหรับหุ้นที่ควรเลี่ยง มองว่า TU ได้รับผลกระทบหนักสุด เนื่องจากมีสัดส่วนรายได้จาก “กุ้ง” ซึ่งเป็นที่มาของการระบาดรอบนี้ ในสัดส่วนรายได้ 10% ของรายได้รวม ขณะที่ CPF แม้จะค้าอาหารสัตว์เหมือนกัน แต่มีธุรกิจที่หลากหลายกว่า TU อย่างไรก็ตามมองว่าราคาหุ้น TU หลังเปิดตลาดเช้านี้ (21 ธ.ค.63) ปรับลดลงถึง 13% แต่ก็ค่อยๆ รีบาวด์ขึ้นมาแล้ว
ส่วนอีกตัวคือ CPN รับข่าวปิดพื้นที่ศูนย์การค้า โดยหลังเปิดตลาดราคาหุ้น CPN ก็ปรับลดลง 10% แต่มองว่าไม่ได้น่าห่วง เนื่องจากถ้าดูภาพรวมรายได้ทั้งหมด ผลกระทบ Covid-19 ยังอยู่ในสัดส่วนที่น้อย สวนทางกับตลาดหุ้นที่นักลงทุนค่อนข้างเป็นกังวล
และสำหรับหุ้นที่น่าเข้าลงทุนในภาวะเช่นนี้ นำโดยหุ้นพลังงาน จากความต้องการในตลาดโลกที่รีบาวด์จากช่วงกลางปี ได้แก่ IVL, PTT, PTTGC ส่วนกลุ่มโลจิสติกส์มอง WICE น่าลงทุน
ส่วนหุ้นอีกกลุ่มที่น่าสนใจคือ “หุ้นปันผล” สอดคล้องกับฤดูกาลลงทุนที่นักลงทุนมักจะเลือกหุ้นปันผลช่วงต้นปี เพื่อรอรับผลตอบแทนในช่วงเดือนเม.ย.63 สำหรับหุ้นปันผล จะแนะนำหุ้นอสังหาคือ LH และ SC
และอีกกลุ่มที่ได้แรงส่งจากเศรษฐกิจคือกลุ่ม Finance แนะนำ SINGER และ JMT
สุดท้ายนายวิจิตรย้ำว่าต้องรอติดตามสถานการณ์อีกครั้ง หากมีการล็อคดาวน์ทั่วประเทศเหมือนอย่างเดือนก.พ.-มี.ค.63 จะกดดันตลาดหุ้น แต่หากสถานการณ์ยังคงเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่น่ากังวลมากนัก จึงมองจังหวะหุ้นลงเป็นช่วงเข้าซื้อมากกว่า เพราะตลาดหุ้นรอ Fact มันจะช้าไป ใช้จังหวะนี้เข้าลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จะดีกว่า
