คัด 3 หุ้นเด่นกลุ่มส่งออก ผู้อยู่รอดท่ามกลางวิกฤต
การระบาดของ COVID-19 ในประเทศไทยยังมีตัวเลขของผู้ติดเชื้อ และเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ในขณะที่ยอดการฉีดวัคซีนยังอยู่ในระดับที่ชะลอตัว ทำให้เกิดความกังวลต่อภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศ ที่จะชะลอตัวลงอย่างมากในปีนี้ แต่ในภาพของต่างประเทศ สามารถควบคุมการระบาดได้เป็นอย่างดี ทำให้เศรษฐกิจของต่างประเทศกลับมาสดใสอีกครั้ง
เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจต่างประเทศสดใส หุ้นกลุ่มส่งออก จึงเป็นที่หมายปองของนักลงทุน อย่างไรก็ตามหุ้นกลุ่มนี้หลายๆ ตัวก็ทำราคาปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนเกินมูลค่าพื้นฐานของนักวิเคราะห์ที่กำหนดไว้ แต่ก็ยังมีอีกหลายตัวที่ยังมีความน่าสนใจ ซื้อทีมข่าว Wealthy Thai ได้รวบรวมมาให้แล้ว
โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กลุ่มส่งออกคือผู้รอด พร้อมกับคาดว่าทั้งเศรษฐกิจไทยและเงินบาทจะอ่อนตัวลงในครึ่งหลังปี 2564 โดยการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ทาง Fed เริ่มพิจารณาการปรับลดมาตรการ QE ลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ขณะที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่การฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ช้าที่สุดและสถานการณ์ปัจจุบันก็แย่ลง ทำให้รัฐบาลไทยประกาศมาตรการควบคุมที่เข้มงวดขึ้นเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในระลอก 4 แต่ก็พบว่ามีการเร่งฉีดวัคซีนที่ช้ากว่าคาด ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ทางออกของวิกฤติในครั้งนี้
ด้วยเหตุนี้ จึงประเมินว่าทั้งเศรษฐกิจของประเทศไทยและเงินบาทจะอ่อนตัวลงในครึ่งหลังปี 2564 อย่างไรก็ดี ดูเหมือนกลุ่มส่งออกจะได้รับผลกระทบในวงแคบจากอุปสงค์ตลาดโลกที่แข็งแกร่งและการอ่อนค่าลงของเงินบาท ซึ่งช่วยกระตุ้นกำไรของกลุ่มนี้ขึ้น
ทั้งนี้ได้คัดสรรหุ้นกลุ่มส่งออกเพื่อหาตัวที่น่าดึงดูดมากที่สุด โดยใช้เกณฑ์ 4 ประการในการค้นหาหุ้นเด่นในกลุ่มส่งออก 1.จากการวิเคราะห์ปัจจัยอ่อนไหว (sensitivity analysis) พบว่าถ้าค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 32.5/33.0/34.0 บาท/ดอลลาร์ฯ ในครึ่งหลังปี 2564 หุ้นที่จะมี upside สูงที่สุดต่อราคาเป้าหมายของคือ TNR (20%/24%/32%) SVI (19%/25%/37%) KCE (12%/16%/23%) และ ASIAN (12%/16%/23%)
2.ในแง่ของการเปรียบเทียบระหว่างการเติบโตของกำไรต่อ PER ในปี 2564-65 พบว่า KCE EPG และ TNR คือหุ้นที่น่าดึงดูดมากที่สุดในแง่นี้ 3.หุ้นที่คาดว่าจะรายงานกำไรที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2/2564 (เติบโตขึ้นทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสแรก) ได้แก่ KCE TU EPG และ MEGA และ 4.หุ้นที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตด้านกำไรที่สูงที่สุดในปี 2565 ที่ GFPT (46%) KCE (44%) EPG (43%) DELTA (31%) และ HANA (28%)
สำหรับหุ้นเด่นของฝ่ายวิจัย คือ KCE SVI และ EPG
KCE มีสถานะที่ดีที่สุด ด้วย upside ที่อาจเกิดขึ้นจากทิศทางการอ่อนค่าของเงินบาท, ด้วยคาดการณ์การเติบโตของกำไรที่ 92% ในปี 2564 และ 44% ในปี 2565 และมีทิศทางกำไรเป็นบวกในไตรมาส 2/2564 (เติบโตขึ้นทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสแรก) และมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อเนื่องในครึ่งหลังปี 2564 ขณะที่ราคาปิดล่าสุดยังมี upside ที่อาจเกิดขึ้นราวๆ 25% ต่อราคาเป้าหมายของเราที่ 95.0 บาท แนะนำ ซื้อ
ต่อมา SVI จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการอ่อนค่าลงของเงินบาท แม้จะคาดว่าการเติบโตของกำไรในปี 2564 จะติดลบ แต่มองว่าจะกลับมาเป็นบวกได้ในปี 65 ที่คาดจะเติบโต 24% นอกจากนี้ SVI ก็มีทิศทางกำไรที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2/2564 ด้วยภาพรวมที่เป็นบวกตลอดช่วงที่เหลือของปี ขณะที่ราคาหุ้นมี upside 12% ต่อราคาเป้าหมายของเราที่ 5.70 บาท แนะนำ ซื้อ
และ EPG มีทิศทางกำไรเป็นบวกในครึ่งหลังปี 2564 และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตด้านกำไรที่แข็งแกร่งในปี 2564 ที่คาดเติบโต 22% ขณะที่ปี 65 คาดเติบโต 33% แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 14 บาท
KCE การเติบโตจะเร่งตัวขึ้นทุกไตรมาส
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 89.00 บาท โดยคาดว่า KCE จะประกาศกำไรสุทธิ 535 ล้านบาทในไตรมาส 2/64 เติบโต 650% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 6%จากไตรมาสแรก
ทั้งนี้เนื่องจากยอดขายที่แข็งแกร่งจาก PCB เกรดพิเศษและอัตรากำไรขั้นต้นที่กว้างขึ้น นอกจากนี้เรายังเชื่อว่า KCE จะเป็นผู้รับผลประโยชน์หลักจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์และยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากบริษัทมีส่วนสนับสนุนมากกว่า 70% ในส่วนนี้ เราปรับปรุงประมาณการกำไรปี 64-65 เพื่อให้สะท้อนถึงยอดขายที่เกินคาด
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) แนะนำ`ซื้อ` ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 95 บาท โดยประเมินกำไรในไตรมาส 2/64 ที่ 508 ล้านบาท เติบโต 297%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนโดยคำสั่งซื้อที่ยังคงแข็งแกร่ง และอัตรากำไรขั้นต้นที่ขยายตัว แม้ว่าจะมีการปิดโรงงานที่อยุธยา 10 วันจากโควิด เราเชื่อว่าภาพการเติบโตของ KCE จะเร่งตัวขึ้นทุกไตรมาส และจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งระดับ 20% ไปอีกอย่างน้อย 3-5 ปี
เนื่องจากตอนนี้ความสามารถในการแข่งขันของ KCE ถือว่าสูงกว่าผู้ผลิตในประเทศจีนแล้วจากต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิตที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งหาก KCE สามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเพียงแค่ 1% นั่นหมายถึงยอดขายที่จะเติบโตขึ้นกว่าเท่าตัวจากปัจจุบัน โดยมีการปรับประมาณการกำไรปี 64 ขึ้น 17% และ 65 ขึ้น 26%
SVI ยอดขายจะแข็งแกร่งในครึ่งหลังปี 64
บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดว่ายอดขายจะแข็งแกร่งในครึ่งหลังปี 64 แต่ประเด็นการขาดแคลนวัตถุดิบจะเป็นปัญหาหลักที่อาจจะกดดันทั้งยอดขาย และอัตรากำไรขั้นต้น ในขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทที่อ่อนลงจะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนอัตรากำไรของ SVI ดังนั้น เราจึงปรับเพิ่มสมมติฐานหลัก และปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2564-65 ขึ้นอีก 8% โดยเราปรับเพิ่มราคาเป้าหมายสิ้นปี 2565 เป็น 5.50 บาท จากเดิม 5.00 บาท คงคำแนะนำ “ถือ” SVI โดยมองว่ายังมีโอกาสให้เข้าเก็งกำไรได้
ทั้งนี้คาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักของ SVI ในไตรมาส 2/64 จะอยู่ที่ 148 ล้านบาท ลดลง 9%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 22%จากไตรมาสแรกซึ่งจะทำให้กำไรจากธุรกิจหลักในงวดครึ่งปีแรก 64 อยู่ที่ 269 ล้านบาท เติบโต 17%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรที่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนจะเป็นเพราะค่าใช้จ่าย SG&A กลับสู่ระดับปกติ ในขณะที่กำไรที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรก จะเป็นเพราะอุปสงค์เพิ่มขึ้น และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเนื่องจากเงินบาทอ่อนค่าลง
ขณะที่คาดยอดขายของ SVI ในไตรมาส 2/64 จะอยู่ที่ 4.3 พันล้านบาท เติบโต 3%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 24%จากไตรมาสแรก หากไม่รวมผลจากอัตราแลกเปลี่ยน ยอดขายจะอยู่ที่ 137 ล้านดอลลาร์ฯ เติบโต 4%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 20%จากไตรมาสแรก ทำให้ยอดขายในงวดครึ่งปีแรกอยู่ที่ 252 ล้านดอลลาร์ฯ เติบโต 7%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากอุปสงค์แข็งแกร่ง
ทั้งนี้ Semiconductor Industry Association (SIA) รายงานว่ายอดขาย semiconductor ทั่วโลกในเดือนพฤษภาคม 2564 อยู่ที่ 4.36 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ เติบโต 26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และทำสถิติสูงสุดใหม่ (ยอดขายของ SVI มีสหสัมพันธ์กับยอดขาย semiconductors ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 0.8) นอกจากนี้ สินค้าคงคลังของ SVI ในไตรมาสแรกยู่ที่ 101 วัน เพิ่มขึ้นจาก 85 วันในไตรมาส 4/64 ดังนั้น คาดว่าผลกระทบจากปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบน่าจะจำกัดในไตรมาส 2/64
ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยในไตรมาส 2/64 อยู่ที่ 31.30 บาท/ดอลลาร์ฯ (จาก 31.50 บาท/ดอลลาร์ฯ ในไตรมาส 2/63 และ 30.20 บาท/ดอลลาร์ฯ ในไตรมาส 1/64) ดังนั้น เราจึงคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ที่ 8.2% ทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ+0.1ppts จากไตรมาสแรก
โดยคาดว่าสัดส่วน SG&A ต่อยอดขายจะกลับมาอยู่ระดับปกติที่ 4.6% (จาก 3.7% ในไตรมาส 2/63 และ 4.4% ในไตรมาสแรก) ทั้งนี้ สัดส่วน SG&A ต่อยอดขายต่ำผิดปกติในไตรมาส 2/63 เพราะไม่มีต้นทุนค่าที่ปรึกษา และค่าใช้จ่ายด้านการตลาดในช่วงที่มีการใช้มาตรการ lockdown ทั่วโลก
EPG กำไรสุทธิไตรมาส 1/65 โต 462.5%
บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ“ทยอยซื้อ” ราคาพื้นฐานปี 65 ที่ 14.20 บาท โดยคาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/65 (สิ้นสุด มิ.ย. 64) ที่ 426 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 462.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากฐานต่ำในปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ในช่วงแรก และเพิ่มขึ้น 5.5% จากไตรมาสก่อน
โดย 3 ธุรกิจหลักของบริษัททั้ง AFC, ARK และ EPP ยังคงผลักดันรายได้จากยอดขายคาดเติบโต 41.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 2.8%จากไตรมาสก่อน เช่นเดียวกับ GPM ที่ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/64 ที่ 28.9% และจาก ไตรมาส 4/64 ที่ 31.6% มาอยู่ที่ 32.1%
อย่างไรก็ตามลดคำแนะนำเป็น “ทยอยซื้อ” พร้อมทั้งคงราคาพื้นฐานปี 65 ที่ 14.20 บาท จากภาพรวมเศรษฐกิจต่างประเทศที่ฟื้นตัวคาดส่งผลดีต่อผลดำเนินงาน EPG ในธุรกิจ AFC จากการลงทุนสาธารณูปโภคที่มาคู่กับการเพิ่มกำลังการผลิตอีก 4,000 ตัน/ปี ในครึ่งหลังปี 65 และธุรกิจ ARK จากการส่งออกยานยนต์ที่ดีขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยเศรษฐกิจในประเทศที่ยังอ่อนแอจาก COVID-19

