Official Update :

6 หุ้น IPO เตรียมเทรด SET ที่คุณต้องจับตา !!

แม้ภาวะตลาดหุ้นยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ในฝั่งของหุ้นไอพีโอยังคงคึกคัก มีบริษัททยอยเข้าจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 2 .. ที่ผ่านมา มีหุ้นไอพีโอเข้าเทรดไปแล้ว 21 หลักทรัพย์ คิดเป็นมูลค่าระดมทุนสูงถึง 71,151.34 ล้านบาท ซึ่งใน 21 หลักทรัพย์ มีเพียง DMT เท่านั้น ที่ราคาปิดการซื้อขายวันแรกปรับตัวลดลงจากราคาเสนอขาย แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่นักลงทุนมีต่อหุ้นไอพีโอยังสูงสวนทางกับภาวะตลาดหุ้นที่ผันผวน วันนี้ Wealthy Thai จึงสำรวจบริษัทที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอเข้าจดทะเบียน หรือ Upcoming IPO ใน SET และคัดเลือก 6 บริษัทที่น่าสนใจมานำเสนอ



บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ
BRI

มาเริ่มที่บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI บริษัทในกลุ่ม ORI หนึ่งในอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทย ซึ่งประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบในไทย ภายใต้ 4 แบรนด์หลัก ซึ่งแบ่งตามกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและรูปแบบของโครงการ ได้แก่ แบรนด์เบลกราเวีย พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว, แบรนด์แกรนด์ บริทาเนีย พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว และบ้านแฝด, แบรนด์บริทาเนีย พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม และสุดท้ายแบรนด์ไบรตัน พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม


โดยสัดส่วนรายได้หลักกว่า 99.88% มาจากการขายอสังหาริมทรัพย์ และอีก 0.12 เป็นรายได้อื่นๆ ขณะที่รายได้และกำไรสุทธิมีการเติบโต (ข้อมูลสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2564) ดังนี้

ปี 2562                   รายได้ 1,561.01 ลบ.              กำไรสุทธิ 207.14 ลบ.

ปี 2563                   รายได้ 2,342.09 ลบ.              กำไรสุทธิ 348.72 ลบ.

ไตรมาส 1/64            รายได้ 835.77 ลบ.                 กำไรสุทธิ 130.68 ลบ.


สำหรับจำนวนหุ้นไอพีโอที่เสนอขายไม่เกิน 252,650,000 หุ้น คิดเป็น 29.60% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลังไอพีโอ โดยราคาพาร์อยู่ที่ 0.50  บาท และมีบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน





บริษัท โชติวัฒน์อุตสาหกรรมการผลิต จำกัด (มหาชน) หรือ
CMCF

ถัดมา บริษัท โชติวัฒน์อุตสาหกรรมการผลิต จำกัด (มหาชน) หรือ CMCF ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋องและถุงสูญญากาศ ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์พลอยได้จากการแปรรูปอาหารทะเล เช่น นึ่งปลาทูน่าสกัดเข้มข้น, น้ำมันดิบปลาทูน่า, ปลาป่นเพื่อเป็นอาหารปศุสัตว์ เป็นต้น


โดยแบ่งสัดส่วนรายได้ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋องและถุงสูญญากาศคิดเป็นสัดส่วนรายได้ 76.94%, ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูป 15.53%, ผลิตภัณฑ์พลอยได้จากการแปรรูปอาหารทะเล 2.16% และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีก 5.37% ส่วนรายได้และกำไรสุทธิมีการเติบโต (ข้อมูลสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2564) ดังนี้

ปี 2562                   รายได้ 5,968.16 ลบ.              กำไรสุทธิ 372.27 ลบ.

ปี 2563                   รายได้ 6,749.93 ลบ.              กำไรสุทธิ 404.80 ลบ.

ไตรมาส 1/64            รายได้ 1,584.31 ลบ.              กำไรสุทธิ 42.24 ลบ.

 

สำหรับจำนวนหุ้นไอพีโอที่เสนอขายไม่เกิน 187,500,000 หุ้น คิดเป็น 30% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลังไอพีโอ แบ่งเป็น 1.หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัท จำนวนไม่เกิน 125,000,000 หุ้น และ 2.หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม (CH Group Capital Limited) จำนวนไม่เกิน 62,500,000 หุ้น โดยราคาพาร์อยู่ที่ 1.00 บาท และมีบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน





บริษัท โคลเวอร์ เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ
CV

อันดับที่สาม บริษัท โคลเวอร์ เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CV ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ได้แก่ ชีวมวล ขยะ ก๊าชชีวภาพ พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2564 บริษัทมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานพลังงานหมุนเวียนที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว  4 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 26.2 เมกะวัตต์ ซึ่งธุรกิจส่วนนี้คิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ ประมาณ 17.22% นอกจากนี้ บริษัทยังประกอบธุรกิจด้านวิศวกรรมก่อสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้หลักประมาณ 80.32% และส่วนที่เหลืออีก 0.41% มาจากธุรกิจอื่นที่สนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องด้านพลังงาน


สำหรับรายได้และกำไรสุทธิมีการเติบโต (ข้อมูลสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2564) ดังนี้

ปี 2562                   รายได้ 644.45 ลบ.                 กำไรสุทธิ 35.20 ลบ.

ปี 2563                   รายได้ 2,520.59 ลบ.              กำไรสุทธิ 215.67 ลบ.

ไตรมาส 1/64            รายได้ 366.10 ลบ.                 กำไรสุทธิ 26.68 ลบ.


ส่วนจำนวนหุ้นไอพีโอที่เสนอขายไม่เกิน 320,000,000 หุ้น คิดเป็น 25% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลังไอพีโอ โดยราคาพาร์อยู่ที่ 0.50  บาท และมีบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน





บริษัท เฮงลิสซิ่ง แอนด์ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ
HENG

อันดับสี่ บริษัท เฮงลิสซิ่ง แอนด์ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ HENG ผู้ให้บริการสินเชื่อที่มีหลักประกันเป็นหลัก ได้แก่ สินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อจำนำทะเบียน สินเชื่อที่มีบ้านและที่ดินเป็นหลักประกัน และสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันรวมถึงบริการอื่นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่  สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่มิใช่สินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ นายหน้าประกันชีวิตและวินาศภัย ภายใต้แบรนด์ “เฮงลิสซิ่ง” ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 402 แห่ง ครอบคลุมทุกภูมิถาคทั่วประเทศ


โดยรายได้หลักมาจากดอกเบี้ยสินเชื่อที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน คิดเป็นสัดส่วนราว 91.2% ส่วนที่เหลืออีก 6.5% และ 2.3% มาจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ และรายได้อื่น ตามลำดับ ขณะที่รายได้และกำไรสุทธิมีการเติบโต (ข้อมูลสิ้นสุดวันที่ 23 เมษายน 2564) ดังนี้

ปี 2561                   รายได้ 1,406.9 ลบ.                กำไรสุทธิ 151.8 ลบ.

ปี 2562                   รายได้ 1,743.4 ลบ.                กำไรสุทธิ 188.7 ลบ.

ปี 2563                   รายได้ 1,590.0 ลบ.                กำไรสุทธิ 318.1 ลบ.


สำหรับจำนวนหุ้นไอพีโอที่เสนอขายไม่เกิน 800,837,300 หุ้น คิดเป็น 21% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลังไอพีโอ โดยราคาพาร์อยู่ที่ 1.00 บาท และมีบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน





บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ
ONEE

อันดับห้า บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ONEE ที่คอละครคุ้นเคย โดยบริษัทประกอบธุรกิจเป็น Holding Company ลงทุนใน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจผลิตเนื้อหา (Content Provider) ประเภท ละคร ซีรีส์ รายการวาไรตี้ ที่เน้นออกอากาศทางโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลทีวีเป็นหลัก (ช่อง ONE31และบริหารจัดการช่อง GMM25) รวมถึงแพลตฟอร์มต่างๆ ทางออนไลน์, 2.ธุรกิจเช่าสถานีวิทยุและผลิตรายการวิทยุเพื่อขายโฆษณา (รายการวิทยุ EFM GREENWAVE และ Chill Online) และ 3.ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น บริหารจัดการศิลปิน จัดคอนเสิร์ต / อีเว้นท์ บริการให้เช่าสตูดิโอ


โดยแบ่งสัดส่วยรายได้ออกเป็น 6 กลุ่ม คือ ผลิตรายการ บริหารลิขสิทธิ์ และให้บริการช่องโทรทัศน์ 71.7%, ผลิตรายการวิทยุ 5.5%, รับจ้างผลิตและบริการ 11%, จัดอีเวนต์ 1.2%, ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่น 8.2 และอื่นๆ อีก 2.4% ส่วนรายได้และกำไรสุทธิมีการเติบโต (ข้อมูลสิ้นสุดวันที่ 6 พฤษภาคม 2564) ดังนี้

ปี 2561                   รายได้ 4,199.37 ลบ.                             กำไรสุทธิ 72.58 ลบ.

ปี 2562                   รายได้ 4,818.27 ลบ.                             กำไรสุทธิ 227.56 ลบ.

ปี 2563                   รายได้ 4,875.31 ลบ.                             กำไรสุทธิ 657.59 ลบ.


สำหรับจำนวนหุ้นไอพีโอที่เสนอขายไม่เกิน 496,252,500 หุ้น คิดเป็น 20.84% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลังไอพีโอ แบ่งเป็น 1.หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 476,250,000 หุ้น และ 2.หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม (บริษัท ซีเนริโอ จำกัด) จำนวนไม่เกิน 20,002,500 หุ้น โดยราคาพาร์อยู่ที่ 2.00 บาท และมีบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน





บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ
TFM

และอันดับสุดท้าย บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM บริษัทในเครือ ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป หนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลสำเร็จรูปแช่แข็งและบรรจุกระป๋องรายใหญ่ของไทย โดย TFM ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์เศรษฐกิจ มีผลิตภัณฑ์หลัก คือ อาหารกุ้ง อาหารปลา และอาหารสัตว์บก ซึ่งรายได้จากการขายเกือบทั้งหมดของบริษัทคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 98.6% จากรายได้ทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 1.4% เป็นรายได้อื่นๆ เช่น รายได้จากการให้บริการทางเทคนิคและการอนุญาตให้ใช้ชื่อทางการค้า รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์พลอยได้ เป็นต้น


สำหรับรายได้และกำไรสุทธิมีการเติบโต (ข้อมูลสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2564) ดังนี้

ปี 2562                   รายได้ 4,906.8 ลบ.                กำไรสุทธิ 839.8 ลบ.

ปี 2563                   รายได้ 4,244.5 ลบ.                กำไรสุทธิ 410.4 ลบ.

ไตรมาส 1/64             รายได้ 970.5 ลบ.                   กำไรสุทธิ 54.1 ลบ.


ด้านจำนวนหุ้นไอพีโอที่เสนอขายไม่เกิน 109,300,000 หุ้น คิดเป็น 21.86% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลังไอพีโอ แบ่งเป็น 1.หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 90,000,000 หุ้น และ 2.หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม (บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวนไม่เกิน 19,300,000 หุ้น โดยราคาพาร์อยู่ที่ 2.00 บาท และมีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน





จากทั้ง
6 บริษัทมีเพียง CV เท่านั้นที่สำนักงาน ก.ล.ต. ได้อนุมัติแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) แล้ว ดังนั้นต้องมารอลุ้นกันว่าบริษัทอื่นๆ จะได้รับการอนุมัติไฟลิ่งและเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ภายในปี 2564 หรือไม่

ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้