Official Update :

THAI คืนสนามเทรด 4 ส.ค. นี้ เปิดแผนลงทุน 5 ปี 1.7 แสนล้านบาท จัดหาเครื่องบินใหม่-ปรับปรุงการดำเนินงาน มุ่งขยายเครือข่าย ดันมาร์เก็ตแชร์แตะ 35%

THAI พร้อมกลับเข้าเทรด SET วันที่ 4 ส.ค. 68 มองราคาวันแรกขึ้นอยู่กับความต้องการนักลงทุน เผยแผนลงทุน 5 ปี (68-72) งบ 1.7 แสนล้านบาท เน้นเครื่องบินใหม่-อัปเกรดฝูงบินและบริการ เดินหน้าขยายเครือข่ายการบินและดันส่วนแบ่งตลาดแตะระดับ 35%


นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่า บริษัทมีความพร้อมนำหุ้น THAI กลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกครั้งในวันที่ 4 สิงหาคม 2568 หลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของบริษัทเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา


โดยเปิดการซื้อขายวันแรกหุ้น THAI จะไม่มีการกำหนดราคา ขึ้นอยู่กับการ Matching และความต้องการของนักลงทุน โดย P/E ย้อนหลัง 12 เดือนของบริษัทอยู่ที่ระดับ 4.2 เท่า ขณะที่ P/E ของหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกันอยู่ที่ราว 6-7 เท่า


สำหรับอัตราการเติบโตที่เห็นในปัจจุบันไม่ใช่เป็นเพียงการฟื้นตัวหลังสถานการณ์โควิด-19 แต่เป็นแรงขับเคลื่อนที่มาจากโครงสร้างหลากหลายด้านและการวางกลยุทธ์ระยะยาวอย่างชัดเจน อาทิ (1) การปรับโครงสร้างและขนาดองค์กรให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนการเพิ่มความโปร่งใสในทุกกระบวนการดำเนินงาน สามารถตรวจสอบได้


(2) การปรับโครงสร้างฝูงบินและจำนวนเครื่องบินให้มีประสิทธิภาพโดยตั้งเป้าหมายว่าจะมีเครื่องบินจำนวน 150 ลำในปี 2576 ซึ่งลดจำนวนแบบเครื่องบินจาก 8 แบบก่อนเข้าแผนฟื้นฟูกิจการเหลือเพียง 4 แบบ และลดจำนวนเครื่องยนต์จาก 9 แบบเหลือ 5 แบบส่งผลให้สามารถควบคุมต้นทุนในการดำเนินงานและซ่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดจากปัจจุบันที่ 26% เป็น 35% ภายในปี 2572 เหมือนที่เคยทำได้ในอดีตที่ผ่านมา


(3) การขยายเส้นทางและความถี่ในการบินเพื่อมุ่งสู่การเป็น regional network airline เชื่อมต่อระดับภูมิภาคและระหว่างทวีป (4) การปรับปรุงบริการห้องโดยสารและช่องทางการขายเพื่อยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า


(5) การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในทุกกระบวนการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพซึ่งรวมถึงอย่างเว็บไซต์ และแอปพลิเคชันเพื่อให้ใช้งานสะดวกมากยิ่งขึ้น และสร้างโอกาสในการเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก ช่องทางการขายตรง เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้คือปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่ทำให้การบินไทยพร้อมสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อให้การบินไทยก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำในอุตสาหกรรมการบินระดับภูมิภาคอย่างแข็งแกร่งในอนาคต


นายลวรณ แสงสนิท ประธานกรรมการ THAI กล่าวว่า ธุรการบินต้องมีความคล่องตัวมีความเป็นอิสระ ซึ่งรัฐบาลเห็นชัดตั้งแต่บริษัทเข้าแผนฟื้นฟู ลดสถานะจากรัฐวิสาหกิจเป็นเอกชน ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นสถานะของการบินไทยวันนี้เป็นสถานะที่ดีอยู่แล้ว ไม่ควรกลับไปเป็นรัฐวิสาหกิจ สำหรับสัดส่วนหุ้นการถือหุ้นของกระทรวงการคลังที่ 38% มองว่าเหมาะสมอยู่แล้ว แต่หากมีความจำเป็นในเรื่องของทุนรัฐบาลก็พร้อมช่วยเหลือ


ด้านนางเฉิดโฉม เทอดสถีรศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการเงินและการบัญชี THAI กล่าวว่า บริษัทมีแผนลงทุนเพื่อขยายธุรกิจและสร้างการเติบโตในอนาคต โดยวางงบลงทุน 5 ปี (68-72) ประมาณ 170,000 ล้านบาท แบ่งเป็น งบในการจัดหาเครื่องบินใหม่ จำนวน 120,000 ล้านบาท, ปรับปรุงเครื่อง A320-200 ด้วยที่นั่งชั้นธุรกิจใหม่ และอัปเกรดที่นั่งและระบบความบันเทิงบนเครื่อง (IFE) สำหรับ B777-300ER และ A350-900 จำนวน 20,000 ล้านบาท


ส่วนที่เหลืออีกราว 400 ล้านบาท จะใช้ในการซ่อมบำรุงทรัพย์สินและปรับปรุงระบบการจำหน่ายในรูปแบบดิจิทัล รวมถึงขยายขีดความสามารถเพื่อรองรับการซ่อมบำรุงเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ (BKK) และดอนเมือง (DMK)


ทั้งนี้ งบลงทุนดังกล่าวยังไม่รวมการลงทุนในศูนย์ซ่อมบำรุงอู่ตะเภา (MRO facility) เพื่อรองรับการเติบโตของฝูงบินในอนาคต ที่จะใช้งบประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยการดำเนินการขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของโครงการ EEC ของรัฐบาล


ปัจจุบันบริษัทมีกระแสเงินสดในมือราว 120,000 ล้านบาท เพียงพอกับการลงทุนในปี 2568-2569 ซึ่งจะใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องบินเดิมที่มีอยู่ ภายหลังปี 2570 บริษัทจะเริ่มรับมอบเครื่องบินใหม่เข้ามา และจะมีการจัดหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมจากสถาบันการเงิน ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างพิจาณาข้อเสนอ โดยเชื่อว่าจะสามารถจัดหาแหล่งเงินกู้ระยะยาวเพื่อบริหารจัดการต้นทุนการเงินที่เหมาะสมและสามารถแข่งขันได้


อย่างไรก็ตาม สถานะทางการเงินของบริษัทในวันนี้มีความแข็งแกร่งและมั่นคงกว่าเดิมมาก ซึ่งสะท้อนจากความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ผลการดำเนินงานสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทฯ มีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 187,989 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


รวมถึงมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 41,515 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไร (EBIT Margin) 22.1% และในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 มีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) ทั้งสิ้น 51,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.3% กำไรจากการดำเนินงาน (ก่อนต้นทุนทางการเงินไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 13,661 ล้านบาท อัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เท่ากับ 83.3% และ อัตราผลตอบแทนต่อผู้โดยสาร (Passenger Yield) เท่ากับ 2.91 ใกล้เคียงกับปีก่อน


อีกทั้งบริษัทประสบสำเร็จจากการแปลงหนี้และดอกเบี้ยตั้งพักของเจ้าหนี้เป็นทุนกว่า 53,453 ล้านบาท และเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมก่อนการฟื้นฟูกิจการและพนักงานของบริษัทฯกว่า 22,987 ล้านบาท ในปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 กลับเป็นบวกที่ 55,439 ล้านบาท จากเดิมที่ติดลบเป็นจำนวน 43,142 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 และสามารถลดอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E Ratio) เหลือเพียง 2.2 เท่า จาก 12.5 เท่า ในปี 2562 ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงสถานะทางการเงินที่มั่นคง โดยไม่มีการปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการลดยอดหนี้ลง (Hair Cut)


ในส่วนหนี้เงินต้นของเจ้าหนี้ทางการเงินและเจ้าหนี้การค้า ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ของการบินไทย โดยมีกำหนดคืนหนี้ชัดเจนแล้วตามแผนฟื้นฟูกิจการจนถึงปี 2579 ความสำเร็จนี้เป็นผลจากการทำงานอย่างหนัก วินัยทางการเงินที่เข้มงวด ตลอดจนความร่วมมือจากเจ้าหนี้พนักงานการบินไทยทุกคนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน