Official Update :

เจาะจุดแข็ง NEO บริษัท FMCG ไทยที่น่าจับตา พร้อมรับเทรนด์บริโภคโลกโตไม่หยุด

ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนหลายด้าน กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Fast-Moving Consumer Goods หรือ FMCG) ยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้ดี เนื่องจากผู้บริโภคยังต้องใช้สินค้ากลุ่มนี้ในชีวิตประจำวัน โดยรายงานจาก Expert Market Research คาดว่าตลาด FMCG ทั่วโลกจะขยายตัวเฉลี่ยปีละ 5.4% จนมีมูลค่ารวมแตะ 21.88 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2034 โดยมีแรงขับเคลื่อนจากเทรนด์สุขภาพ บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน และการเติบโตของผู้บริโภคในตลาดเกิดใหม่


สำหรับประเทศไทย หนึ่งในบริษัทที่มีโอกาสรับอานิสงส์จากเทรนด์นี้ได้อย่างโดดเด่น คือ บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO ซึ่งมีความแข็งแกร่งทั้งในด้านการดำเนินงาน โอกาสเติบโต และกลยุทธ์ที่ชัดเจน โดยในบทความนี้ Wealthy Thai จะพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับบริษัทนี้ พร้อมทั้งศึกษาจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ NEO เป็นหนึ่งในบริษัทที่น่าจับตาสำหรับนักลงทุน


NEO เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้า FMCG ที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 35 ปี โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่

  • ของใช้ในครัวเรือน (Household Products)

  • ของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care Products)

  • ของใช้สำหรับเด็ก (Baby and Kids Products)

  • ของใช้สำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet Care Products)


บริษัทมีจุดแข็งหลัก 4 ประการ ที่ทำให้มีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่องตามทิศทางของอุตสาหกรรม
FMCG ทั่วโลก และเป็นบริษัทที่น่าสนใจในเชิงลงทุน ได้แก่


1.รายได้ของ NEO เติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง สะท้อนพื้นฐานที่มั่นคง

ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา รายได้จากการขายของบริษัทเติบโตเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปี (CAGR) โดยในปี 2567 รายได้จากการดำเนินงานเติบโต 6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจที่ 10,062 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถทำกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,023 ล้านบาท พร้อมทำอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ระดับเลขสองหลักที่ 10% ได้สำเร็จ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งด้านการดำเนินงานและประสิทธิภาพในการขยายตัวอย่างยั่งยืน


2.ธุรกิจ
Personal Care มีความโดดเด่นและโอกาสขยายตัวสูง

กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care) ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 28% ของรายได้ทั้งหมด (ไตรมาส 1/2568) ถือเป็นกลุ่มธุรกิจหลักที่ผลักดันการเติบโตของบริษัท หากมองย้อนไปปี 2567 กลุ่มนี้เติบโตสูงถึงราว 20% YoY ซึ่งนับว่าเติบโตได้โดดเด่นเมื่อเทียบกับแบรนด์ Personal Care อื่นๆ ในตลาดไทย


นอกจากนี้ มูลค่าตลาด (Market Value) ของสินค้า Personal Care ภายใต้แบรนด์ NEO ยังเติบโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพในการทำกำไรและความแข็งแกร่งของแบรนด์ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มูลค่าตลาดของสินค้าประเภทโรลออนและครีมอาบน้ำของ NEO ขยายตัวถึง 80% และ 46% ตามลำดับ ขณะที่ค่าเฉลี่ยในตลาดโรลออนอยู่ที่ 19% และตลาดครีมอาบน้ำอยู่ที่ 25% (พ.ค. 2568 เทียบ พ.ค. 2565)


อีกทั้ง ปัจจุบัน NEO มีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในกลุ่มสินค้า Personal Care ที่ NEO ทำการตลาดอยู่ รวมประมาณ 12%* สะท้อนโอกาสในการเติบโตต่อไปในอนาคต


3.บริษัทใช้กลยุทธ์รุกตลาดด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ เจาะกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะทาง

แม้บริษัทในอุตสาหกรรมหลายแห่งจะเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและการแข่งขันด้านราคา แต่ NEO ยังคงเดินหน้ารุกตลาดพรีเมียมและสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายใหม่อย่างต่อเนื่อง หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือ D-nee Deluxe ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เน้นกลุ่มผู้สูงวัยและทุกคนในครอบครัว รวมทั้งผู้ที่มีผิวบอบบาง โดยมีสินค้าหลักอย่าง ผลิตภัณฑ์ซักผ้า ครีมอาบน้ำ และครีมบำรุงผิวที่มีเทคโนโลยีช่วยลดกลิ่นตามวัย ซึ่งหลังจากเปิดตัว D-nee Deluxe ได้รับฟีดแบ็คที่ดีจากผู้บริโภคจนทำให้ยอดขายเติบโตเกินเป้าที่วางไว้


อีกหนึ่งกลยุทธ์คือการตอบโจทย์กลุ่ม Pet Parent ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง เช่น น้ำยาทำความสะอาดพื้น Tomi ที่ปลอดภัยกับสัตว์ และ Fineline Premium Soft น้ำยาปรับผ้านุ่มรุ่นที่ช่วยลดขนสัตว์ติดเสื้อผ้า ล่าสุดออกแบรนด์ใหม่ LovliTails เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยงแบบพรีเมียม การสร้างผลิตภัณฑ์ที่เจาะจงกลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องนี้ ไม่เพียงช่วยให้ NEO เติบโตอย่างยั่งยืน แต่ยังลดแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคา และเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ในสายตาผู้บริโภค


4.บริษัทมีการขยายกำลังการผลิตและเดินหน้า ESG เพื่อเพิ่มยอดขายและรองรับเทรนด์รักษ์โลก

นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว NEO ยังมีการลงทุนขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อต้นปี 2568 ได้ประกาศลงทุนขยายโรงงานมูลค่าระหว่าง 2,000–2,500 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต


ด้านความยั่งยืน บริษัทให้ความสำคัญกับแนวทาง ESG อย่างจริงจัง เช่น

  • เพิ่มการใช้พลังงานสะอาดขึ้น 22% เทียบกับปีก่อน

  • เพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คิดเป็น 36% ของสินค้าทั้งหมด ในปี 2567

  • ลดการใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ลง 22% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 20% ภายในปี 2568


โดยสรุปแล้ว จากปัจจัยสนับสนุนต่างๆ ทั้งด้านผลประกอบการที่แข็งแกร่ง การเติบโตของธุรกิจ
Personal Care และกลยุทธ์การเจาะตลาดใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ NEO กลายเป็นหนึ่งในบริษัท FMCG ไทยที่มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว และน่าจับตาสำหรับนักลงทุนที่ต้องการรับผลประโยชน์จากเทรนด์การบริโภคภายในประเทศและการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกในระยะข้างหน้า


ที่มา: Expert Market Research, NEO Corporate - Earnings 2024