JWD-AAV มีโอกาสแค่ไหน ในวันที่วัคซีนจะมาไทย
หลังจากที่บริษัท ไฟเซอร์ (Pfizer) ของสหรัฐฯ และบริษัท ไบโอเอ็นเทค (BionTech) ของเยอรมนี ประกาศความสำเร็จในการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด 19 ซึ่งให้ประสิทธิภาพกว่า 90% นั้น ล่าสุดรัฐบาลอังกฤษได้ประกาศว่าจะใช้วัคซีนจากทั้ง 2 ค่ายดังกล่าวแล้ว โดยรัฐบาลอังกฤษได้นำเข้าวัคซีนทั้งหมด 40 ล้านโดส เพียงพอสำหรับ 20 ล้านคนทั่วประเทศ
ทั้งนี้ได้มีการทดลองฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในอังกฤษเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นจะใช้กับบุคคลที่มีอายุประมาณ 80 ปีก่อน สำหรับประเทศไทยเองนั้นวัคซีนที่จะเหมาะสมกับการขนส่งและการจัดเก็บอุณหภูมิ รวมถึงมีราคาต่อโดสที่ไม่แพงจนเกินไปแบบไหนที่จะเหมาะที่สุดสำหรับประเทศไทย
โดยก่อนหน้านี้นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบโครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำหรับประชาชนไทย โดยการจองล่วงหน้าและการจัดซื้อวัคซีนกับบริษัท Astra Zeneca (Thailand) จำกัด และบริษัท Astra Zeneca UK จำกัด วงเงินรวม 6,049,723,117 บาท โดยให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติจัดทำสัญญาการจัดหาวัคซีน ร้อยละ 20 ของประชากร หรือประมาณ 13 ล้านคน จำนวน 26 ล้านโดส ด้วยการจองล่วงหน้า (Advance Market Commitment; AMC)
หลายฝ่ายมองกันว่าวัคซีนจากบริษัท Astra Zeneca น่าจะมีความเหมาะสมที่สุดสำหรับประชากรไทย ดังนั้นเมื่อมีวัคซีนแล้ว สิ่งที่จะเป็นคำถามตามมาและเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองว่าแล้วจะขนส่งกันอย่างไร ห้องเก็บอุณหภูมิประเภทไหนถึงจะไม่ทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง
สำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีความสามารถของการขนส่งภายในประเทศ และต่างประเทศรวมไปถึงการมีห้อวเย็นที่สามารถควบคุมอุณหภูมิให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ คงจะหนีไม่พ้น บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD และบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV
โดย JWD เป็นหุ้นที่จะได้รับอานิสงส์ของการจัดระบบขนส่งโลจิสติกส์ภายใประเทศ เนื่องจากมีคลังสินค้าประเภทห้องเย็นให้เช่าสามารถรองรับการจัดเก็บสินค้าที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิรวมถึงการจัดการระบบขนส่งที่ใช้รถขนส่งประเภทที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ด้วยเช่นกัน ขณะที่ AAV ให้บริการสายการบินทั่วประเทศและเกือบทุกภูมิภาคในเอเชีย จึงทำให้มีเครือข่ายในการขนส่งวัคซีนไปมาทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว
บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า เป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยังประเมินมูลค่าไม่ได้ แต่มีนัยสำคัญ และอาจเป็นกลุ่มรายได้หลักในระยะยาวของ JWD ไม่เพียงแต่วัคซีน COVID-19 เท่านั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาและเจรจากับพันธมิตรในกลุ่มโรงพยาบาล ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีความต้องการจะลงทุนในส่วนนี้เอง ทำให้ JWD มีโอกาสและมีความพร้อมทั้งคลังเย็นที่มีอุณหภูมิต่ำสุดได้ถึง -40 องศา และรถขนส่งที่ -18 องศา ซึ่งปรับปรุงอุณหภูมิได้ตามความต้องการได้ไม่ยาก และมีความโดดเด่นเรื่องการขนส่งแบบทันเวลา (Just in time) ซึ่งกำหนดราคาเป้าหมายไว้ที่ 13.20 บาท
สอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า โอกาสใช้คลังห้องเย็นและขนส่งวัคซีน COVID-19 ที่ต้องใช้อุณหภูมิที่ต่ำ โดย JWD อยู่ระหว่างศึกษาทางธุรกิจดังกล่าวทั้งการใช้คลังห้องเย็นและการขนส่งวัคซีนที่ต้องใช้อุณหภูมิที่ต่ำ คาดว่าจะได้ข้อสรุปไม่เกินกลางปีหน้า ซึ่งหากได้งานดังกล่าวอาจช่วยเพิ่มรายได้อย่างมีนัยสำคัญให้กับ JWD ได้ โดยประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่ 11.70 บาท
ด้านของ AAV บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองว่าในปี 64 จะเห็นรายได้จากแหลงอื่นเข้ามาเสริมรายได้จากค่าโดยสารคือ รายได้คาร์โก้จากการเพิ่มฐานการบินมาที่สนามบินสวรรณภูมิที่ให้บริการคาร์โก้ราว 90% ของประเทศ โดยจะให้เทเลพอร์ต ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุน ดูำเนินงานและรับรู้รายได้เป็น Revenue Sharing ขณะที่ airasia.com จะขยายการให้บริการด้าน OTA มากขึ้น และไปสู่ e-Commerce ทั้งเป็นหน้าร้านขายสินค้า - ขนส่ง delivery และ Fintech ในการชําระค่าบริการ โดยกำหนดราคาพื้นฐานไว้ที่ 2.38 บาทต่อหุ้น
