BPP ชี้ครึ่งปีหลังสดใส รับ Hedge ค่าเงิน-ฤดูร้อนสหรัฐฯ หนุนรายได้โรงไฟฟ้า Temple ปรับตัวดีขึ้น มั่นใจปี 68 EBITDA ยังโตตามเป้าหมาย 20%
BPP มองครึ่งปีหลังสดใส รับ Hedge ค่าเงิน - ไตรมาส 3/68 เข้าฤดูร้อนสหรัฐฯ หนุนรายได้โรงไฟฟ้า Temple I , II ดีขึ้น ด้านงบลงทุนปีนี้ 200-400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ยังมองหาโอกาสควบรวม-ซื้อกิจการต่อเนื่อง พร้อมคงเป้าหมาย EBITDA ปี 2568 โต 20% จากปีก่อน
นายอิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมองว่าไตรมาส 3/68 ซึ่งเป็นฤดูร้อนของประเทศสหรัฐอมริกา จะทำให้รายได้ของโรงไฟฟ้า Temple I และ Temple II ปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่สภาพอากาศร้อนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก
นายอิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมองว่าไตรมาส 3/68 ซึ่งเป็นฤดูร้อนของประเทศสหรัฐอมริกา จะทำให้รายได้ของโรงไฟฟ้า Temple I และ Temple II ปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่สภาพอากาศร้อนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก
นอกจากนี้บริษัทยังมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedge) โดยในปี 2568 บริษัทได้ล็อกรายได้ไว้สูงกว่าปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยนี้จะช่วยหนุนให้ผลประกอบการโดยรวมในปีนี้พัฒนาดีขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเป้าหมายกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในปี 2568 จะเติบโตประมาณ 20%
สำหรับแผนการลงทุนในปี 2568 บริษัทคาดว่าจะใช้งบประมาณ 200 – 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยในช่วงครึ่งปีแรกใช้งบลงทุนไปแล้ว 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Energy Infrastructure and BESS) โดยส่วนที่เหลือบริษัทยังคงมองหาโอกาสในการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) อย่างต่อเนื่อง
ส่วนแผนการลงทุนโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ ยังคงเป็นเป้าหมายหลักในการลงทุนระยะยาว ปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาหรือการพิจารณาการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยจะเน้นการพัฒนาและเปลี่ยนผ่านไปสู่โรงไฟฟ้าก๊าซมากขึ้น
ทั้งนี้ จากแผนการลงทุนในปี 2568 – 2573 ซึ่งใช้งบประมาณรวมประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ บริษัทคาดว่าจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่จากก๊าซธรรมชาติได้มากกว่า 1,500 เมกะวัตต์ (MW) และสนับสนุนให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เติบโตมากกว่า 1.8 เท่า อย่างไรก็ตาม การลงทุนอาจไม่ได้มาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ แต่ขึ้นอยู่กับโอกาสและจังหวะ
ด้านผลประกอบการครึ่งแรกปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,846 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) รวม 4,486 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ Temple I และ II ปรับตัวดีขึ้น และมีกำไรจากการวัดมูลค่าเครื่องมือทางการเงิน (Change in Fair Value of Financial Instrument) อันเป็นผลจากการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงในราคาที่ดี โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (CHPs) ในจีนที่บริหารต้นทุนถ่านหินได้มีประสิทธิภาพ และรายได้จากการขายสิทธิการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ธุรกิจพลังงานความร้อน (Thermal Energy) โรงไฟฟ้าเจิ้งติ้งในจีน เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยใช้ชีวมวลร่วมกับเชื้อเพลิงหลักในสัดส่วนร้อยละ 10 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ราว 70,000 ตันต่อปี ส่วนโรงไฟฟ้าโจวผิงได้เริ่มก่อสร้างระบบท่อส่งไอน้ำฝั่งเหนือในเดือนกรกฎาคมและกำลังศึกษาการขยายท่อเพิ่มเติมไปยังฝั่งตะวันตกและตะวันออกเพื่อส่งมอบไอน้ำที่มีความเสถียรและคุ้มค่าให้แก่ภาคอุตสาหกรรมได้มากขึ้น ขณะที่โรงไฟฟ้า HPC ในสปป. ลาว และ BLCP ในไทย ยังคงรักษาค่าความพร้อมจ่ายไฟ (EAF) ในระดับสูงที่ร้อยละ 89 และ 90 ตามลำดับ
ด้านธุรกิจ Renewables+ โครงการอิวาเตะ โตโนะ (Iwate Tono) แบตเตอรี่ฟาร์มในญี่ปุ่น กำลังไฟฟ้า 14.5 เมกะวัตต์ ความจุพลังงาน 58 เมกะวัตต์ชั่วโมง ได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดย BPP ยังเดินหน้าขยายธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ที่ญี่ปุ่น ผ่าน Banpu NEXT ซึ่ง BPP ถือหุ้นร้อยละ 50 โดยตั้งเป้าสู่การเป็นผู้เล่นหลักในธุรกิจ BESS ของญี่ปุ่น พร้อมทั้งอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายการลงทุน BESS สู่ตลาดสหรัฐฯ ในอนาคต
ในยุคที่ความมั่นคงด้านพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญของเสถียรภาพเศรษฐกิจและความมั่นคงของทุกประเทศทั่วโลก BPP มุ่งเป็นผู้นำและพัฒนาพลังงานที่ไม่หยุดแค่การผลิตไฟฟ้า แต่ยังต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยธุรกิจ Power Trading ในตลาดสหรัฐฯ ผ่านบริษัทลูก BPPUS โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล ข้อมูล และทีมงานมืออาชีพ ถือเป็นก้าวสำคัญที่เราสามารถสร้างรายได้จากธุรกิจซื้อขายสิทธิรายได้จากความแออัดของระบบสายส่งไฟฟ้า หรือ Congestion Revenue Rights (CRR) รวมรายได้ตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ CRR ในไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา จนถึงครึ่งปีแรก 2568 กว่า 133 ล้านบาท
และเตรียมขยายสู่ตลาด Intercontinental Exchange (ICE) เพื่อทำกำไรจากตลาดซื้อขายไฟล่วงหน้าจากการคาดการณ์ราคาพลังงาน (Proprietary Trade) ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนควบคู่กับธุรกิจผลิตไฟฟ้าอันเป็นธุรกิจหลักของบริษัทที่ยังคงสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ เรายังดำเนินธุรกิจค้าปลีกไฟฟ้าในสหรัฐฯ ผ่าน BKV Energy บริษัทย่อยภายใต้ความร่วมมือระหว่าง BPPUS และ BKV Corporation ซึ่งล่าสุดได้รับรางวัล “Best Electricity Company” จากเวที Best of the Best 2025 ของ Houston Chronicle ผ่านการโหวตของผู้บริโภคในรัฐเท็กซัส สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อคุณภาพและการส่งมอบไฟฟ้าที่ต่อเนื่องในราคาที่เหมาะสม”
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ประกาศพันธกิจใหม่ 3 ด้าน เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและสอดรับกับพลวัตของอุตสาหกรรมพลังงานโลก ได้แก่ 1. ผลักดันการเติบโตด้วยนวัตกรรมดิจิทัล ความเชี่ยวชาญระดับสากล และการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในโครงการระดับโลก 2. ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยั่งยืน ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อลดการปล่อย CO2 และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานเพื่ออนาคต และ 3.ยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านการพัฒนาชุมชน ทั้งในด้านการศึกษา การดูแลสุขภาพ และการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ ฯลฯ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
Most Viewed
Sustainability
“Thai ESG” และ “Thai ESSGX”… จะมีการแสดงข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมในแต่ละส่วน !!!
เมื่อ 7 ชั่วโมงที่แล้ว
Wealth EZ
“ทางเลือก” การลงทุนใหม่ๆ (2)… “Crypto Assets” !!!
เมื่อ อีก 16 ชั่วโมง
Fun of Funds
“ES-CHEQ” ลุย 50 “หุ้นจีน A-Share”... รับ “ศก.ฟื้นตัว” ตอบโจทย์ความมั่งคั่ง “ระยะยาว” !!!
เมื่อ 14 ชั่วโมงที่แล้ว
Where to put your money
“วิศวกรรมศาสตร์” ผสานศาสตร์ “การวางแผนการเงิน”... สร้าง “พิมพ์เขียวชีวิต” ที่แม่นยำ ถูกต้อง และวัดผลได้ !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fund Move
บลจ.กสิกรไทย ตอกย้ำผู้นำธุรกิจจัดการลงทุนไทย กวาด 17 รางวัลการันตีความเป็นเลิศจากเวทีไทยและสากล
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us
