หุ้นไทยกลุ่มไหนได้ประโยชน์? หลังภาษี “ทรัมป์” ถูกชี้ขัดกฎหมาย
ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้ากลับมาอยู่ในสปอตไลท์อีกครั้ง ภายหลังจากศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 29 ส.ค.68 ว่ามาตรการเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ส่วนใหญ่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จะยังอนุญาตให้มีผลบังคับใช้ต่อไปจนถึง 14 ต.ค.68 เพื่อเปิดทางให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุด โดยประเด็นนี้ถูกจับตาว่าอาจสร้าง Sentiment ต่อหุ้นไทยบางกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและการค้าโลก
โดยบทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุ ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ชี้ภาษีนำเข้าของทรัมป์ คือ Univeral Tariff 10% ผสาน Reciprocal Tariffs ขัดกฎหมายที่ประกาศกับประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก โดยมีลำดับถัดไป คือ ระหว่างรออุทธรณ์ มาตรการภาษีจะยังมีผลไปจนถึง 14 ต.ค.68 หมดอายุ จับตาไตรมาส 4/68 ถึงไตรมาส 1/69 หากศาลสูงรับคดี ความไม่แน่นอนยืดออกไป
ทั้งนี้ บล.กรุงศรี ประเมินตลาดต้องอยู่กับความไม่ แน่นอนจนถึง 14 ต.ค.68 และความเสี่ยงอาจเปลี่ยนรูปเป็นภาษีเฉพาะสินค้า (Section 232) ที่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ยังใช้ได้ผลต่อหุ้นไทยระยะมองเป็นจิตวิทยาบวกต่อหุ้นไทยและหุ้นกลุ่ม
1.) Export อาทิ
-
กลุ่ม Electronics ได้แก่ DELTA, HANA, KCE
-
กลุ่ม Pet food อาทิ ITC, AAI, TTT
-
กลุ่ม logistics อาทิ RCL, PSL, TTA
2.) เงินบาทมีโอกาสแข็งเล็กน้อย
3.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ช่วงที่เหลือของปีนี้คาดคงดอกเบี้ยต่ำหรือลดดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้ง ครั้งละ 25 bps เพื่อป้องกัน Downside ต่อเศรษฐกิจ
ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุ มองเป็น sentiment บวกเล็กน้อยต่อหุ้นกลุ่มส่งออก โดยเฉพาะกลุ่ม Pet Food และ TU ที่มีสัดส่วนรายได้ส่งออกไปสหรัฐฯ สูงที่ 40-60% อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวยังต้องติดตามความคืบหน้าหลังจากที่ปัจจุบันมาตรการ tariffs ยังมีผลบังคับใช้ โดยมีผลตั้งแต่ต้น ส.ค.68 ที่ผ่านมา ขณะที่ลูกค้าปลายทางเริ่มมีการทยอยปรับตัวและปรับราคาขายขึ้นแล้ว ทำให้มองว่าระยะสั้นกำลังซื้อมีโอกาสได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีและราคาขายที่สูงขึ้น
ทั้งนี้ สำหรับกลุ่ม Pet Food คงน้ำหนัก “Neutral” และไม่มี Top pick ขณะที่ TU คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 14.00 บาท อิง SOTP

