Official Update :

DRT ลุยตลาดอิฐมวลเบาเต็มสูบ พร้อมรุกงานภาครัฐ-เอกชน หวังรัฐบาลใหม่กระตุ้นศก.-เร่งเบิกจ่ายงบ เชื่อปีนี้เป็นจุดต่ำสุด มองปี 69 เป็นปีแห่งโอกาส

DRT ลุยตลาดอิฐมวลเบาเต็มสูบ หลังเดินเครื่องเชิงพาณิชย์โรงงาน AAC-2 วางแผนขยายตลาดเมืองรอง 55 จังหวัด พร้อมรุกงานทั้งภาครัฐและเอกชน ตอบรับดีมานด์ผู้บริโภค เผยปีนี้ธุรกิจมีความท้าทายสูง มองปี 2569 เป็นปีแห่งโอกาส หลังสถานการณ์หลายด้านส่อแววคลี่คลาย


นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT เปิดเผยว่า ในโอกาสดำเนินธุรกิจครบรอบ 40 ปี บริษัทฯ เริ่มเดินเครื่องจักรเชิงพาณิชย์โรงงานอิฐมวลเบาสระบุรีแห่งที่ 2 (โรงงาน AAC-2) ช่วยเพิ่มศักยภาพและความยืดหยุ่นการผลิต รองรับการผลิตสินค้าหลากหลายรุ่น ทั้งสินค้ามาตรฐานและสเปกพิเศษ ทั้งชั้นคุณภาพ 2 (G2) และชั้นคุณภาพ 4 (G4)


นอกจากนี้ ยังเสริมความแข็งแกร่งแก่กลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ที่หลากหลายและครอบคลุมการก่อสร้างบ้านได้ทั้งหลัง ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์กระเบื้องหลังคา, โครงหลังคาสำเร็จรูป, ผลิตภัณฑ์พื้น ผนัง และบันได SPC Solutions และอิฐมวลเบา พร้อมบริการติดตั้งและโซลูชันที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ


ทั้งนี้ โดยภาพรวมอุตสาหกรรมอิฐมวลเบาในประเทศไทยปัจจุบันมีผู้ผลิตหลักหลายราย มูลค่าตลาดรวม 6,840 ล้านบาท (ประมาณ 360 ล้านก้อนต่อปี) ขณะที่แนวโน้มตลาดอิฐมวลเบาในช่วงที่เหลือของปีนี้และปี 2569 คาดว่าปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย จากคุณสมบัติที่ตอบโจทย์การก่อสร้างและดีมานด์จากโครงการภาครัฐและภาคเอกชน


โดยหลังจากบริษัทฯ เดินเครื่องจักรเชิงพาณิชย์โรงงานอิฐมวลเบาสระบุรีแห่งที่ 2 แล้ว วางแผนขยายตลาดเมืองรอง 55 จังหวัด สอดคล้องกับเทรนด์ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายโครงการสู่ต่างจังหวัด และมีแผนรุกตลาดครอบคลุมทุกช่องทางการจัดจำหน่าย ทั้งงานโครงการภาครัฐและเอกชน ร้านค้าผู้แทนจำหน่ายรายย่อย ห้างค้าปลีกวัสดุสมัยใหม่ โดยนำเสนอสินค้าสเปกพิเศษซึ่งการแข่งขันยังไม่รุนแรง


ด้านผลการดำเนินงานในปี 2568 คุณสาธิต เปิดเผยกับ Wealthy Thai ว่า คาดผลประกอบการในปีนี้มีแนวโน้มปรับตัวลดลงกว่าปี 2567 ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทั้งภายในและนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะสามารถรักษาในระดับที่ไม่แย่มากนัก โดยในส่วนของยอดขายคาดว่าจะติดลบไม่เกินเลขสองหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทฯ พยายามรักษาไว้


“จากการดำเนินธุรกิจมานานกว่า 40 ปี ผมมองว่าปีนี้ถือเป็นปีที่หนักที่สุด และแย่กว่าในช่วง COVID-19 โดยมีหลายปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่ควบคุมไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยในวงการวัสดุก่อสร้างนั้น การสร้างบ้านไม่ได้แล้วเสร็จในวันเดียว แต่ต้องใช้เวลา และต้องอาศัยแรงงานในการก่อสร้าง มองว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่น่าจะเริ่มหันไปมองผลประกอบการของปี 2569 แล้ว


โดยหากรัฐบาลใหม่สามารถเข้ามาช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเร่งเบิกจ่ายงบประมาณได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการปัญหาชายแดนที่กระทบมากที่สุด ซึ่งหากสถานการณ์กลับมาเป็นปกติได้จะทำให้เกิดการเปิดพื้นที่ในบางส่วนได้ ดังนั้น จึงคาดหวังว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น เพราะเชื่อว่าช่วงนี้น่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว นอกจากนี้ การผ่อนคลายจากภาครัฐ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยที่เริ่มผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ก็น่าจะเป็นอีกแรงสนับสนุนที่ช่วยให้ธุรกิจมีโอกาสที่ดีขึ้นกว่าในปีนี้”