STA-NER น่าสนใจแค่ไหน กับปัจจัยบวกที่มีผลต่อธุรกิจ
จากประเด็นเหตุการณ์ของเชื้อไวรัส COVID-19 ยังไม่มีท่าทีว่าจะลดลง และที่สำคัญตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศไทยยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย ล่าสุดยังมาเกิดอุทกภัย ในหลายจังหวัดของภาคใต้ ที่ส่วนใหญ่ทำธุรกิจสวนยางพาราด้วยกันทั้งสิ้น ที่ทำให้ภาคการเกษตรไม่สามารถเข้าไปกีดยางพาราได้ ดังนั้นหุ้นในกลุ่มนี้จะได้รับผลดีอย่างไรหรือไม่ เรามาหาคำตอบพร้อมๆ กันเลย
หุ้นที่ทำธุรกิจยางพาราที่ถูกพูดถึงในตอนนี้คงหนี้ไม่พ้น STA หรือบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายยางธรรมชาติแบบครบวงจร (Full Supply Chain) ในหลากหลายประเทศ เริ่มตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำการทำสวนยางพาราในประเทศไทย ธุรกิจกลางน้ำการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติ ทั้งยางแท่ง (TSR) ยางแผ่นรมควัน (RSS) และน้ำยางข้น (Concentrated Latex) รวมถึงธุรกิจปลายน้ำในการผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยาง และสินค้าสำเร็จรูป อาทิ ท่อไฮดรอลิกแรงดันสูง
รวมทั้ง NER หรือ บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และยางผสม เพื่อจำหน่ายไปยังผู้ผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ และกลุ่มผู้ค้าคนกลางทั้งในประเทศและต่างประเทศ
“ข่าวน้ำท่วมภาคใต้อาจทำให้ราคายางพาราปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก น่าจะยังเป็นปัจจัยบวกต่อ NER และ STA ทั้งนี้ น้ำท่วม อาจทำให้ supply ยางภาคใต้น้อยลง แต่ยางภาคอีสานยังมีตามปกติ สำหรับ NER ใช้ยางภาคอีสานทั้งหมด ส่วน STA ใช้ยางภาคอีสาน 40% ภาคใต้ 60%” นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) กล่าว
ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ กดดันแนวโน้มผลผลิตยางพาราให้ออกสู่ตลาดลดลง หนุนแนวโน้มราคายางพาราปรับสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลบวกต่อ STA และ NER ที่จะได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้ามากขึ้นในช่วงที่ราคายางอยู่ในช่วงขาขึ้น อีกทั้งราคาหุ้นยังมี Valuation น่าสนใจจึงแนะนำซื้อ STA เป้าหมาย 50 บาท และเก็งกำไร NER เป้าหมาย 4.40 บาท
พร้อมทั้งยังบอกอีกว่า สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคใต้ ทั้งนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และสงขลา เป็นต้น ซึ่งมีพื้นที่ปลูกยางที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ราว 5.2 ล้านไร่ และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตยางพาราราว 1 แสนตัน หรือราว 2% ของผลิตยางพาราของไทย/ปี โดยต้นยางสามารถอยู่ในน้ำขังได้ราว 1-2 เดือน
ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยประเมินว่าปัญหาน้ำท่วมจะหนุนแนวโน้มราคายางพาราโลกสูงขึ้น โดยราคายางแท่งล่าสุดอยู่ที่ 1.65 พันดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ปรับเพิ่มขึ้นถึง 5.4% จากสัปดาห์ก่อน ส่งผลให้ลูกค้าจะเร่งซื้อยางพาราเร็วขึ้น และส่งผลบวกต่อประสิทธิภาพการทำกำไรต่อ STA และ NER โดยพื้นที่โรงงานของ STA และ STGT ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ซึ่งยังผลิตสินค้าและขนส่งได้ปกติ และมีวัตถุดิบเพียงพอในการผลิตยางพาราเพื่อส่งมอบในงวดไตรมาส 4/63
ดังนั้นคงประมาณการคาดกำไรสุทธิปี 2563 ของกลุ่มเกษตร-อาหารจะเติบโต 52.8% จากปีก่อน และปี 64 คาดจะเติบโต 11.8%จากปี 63 ทั้งนี้คาดกำไรสุทธิปี 2564 ของ STA จะเติบโตถึง 77.1% จากปี 62 และคาดกำไรสุทธิปี 2564 ของ NER จะเพิ่มขึ้น 20.5% จากปี 62 โดยคาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 4/63 ของ STA และ NER จะเติบโตโดดเด่นเช่นกัน เนื่องจากเป็นช่วง high season ของการส่งออกยางพารา และแนวโน้ม gross margin ดีขึ้น อานิสงส์จากทิศทางราคายางปรับสูงขึ้น
ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า ราคายางอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องหนุนจาก น้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งสาเหตุที่ราคายางปรับตัวเพิ่มขึ้น เป็นการปรับขึ้นตามตลาดล่วงหน้า อันมีผลมาจากความต้องการใช้ยางแผ่นรมควันในอุตสาหกรรมการผลิตที่เพิ่มขึ้น และอุปทานยางแผ่นรมควันลดลงในช่วงนี้เพราะทางภาคใต้เกิดวิกฤต น้ำท่วม รุนแรงในรอบ 30 ปี และน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่จึงไม่สามารถกรีดยางได้ ประกอบการระบาดของโควิดที่กลับมาอีกครั้งในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ไม่มีแรงงานกรีดยางเข้ามาในประเทศไทย
โดยมีมุมมองเป็นลบเล็กน้อยต่อ STA เป็นบวกต่อ NER เรามีมุมมองเป็นลบเล็กน้อยต่อ STA โดยบริษัทมีการจัดหาวัตถุดิบจากอีสาน 33% ใต้ 51% อินโด พม่า 16% คาดว่าจะกระทบชั่วคราว ต่อการขนส่งวัตถุดิบและสินค้าบ้างบางส่วน แต่คาดว่าบริษัทจะบริหารผลกระทบตรงนี้ได้เนื่องจากมี stock อยู่ 3-4 เดือน ผลกระทบน้ำท่วมคาดว่าจะเป็นการรชั่วคราวเพราะต้นยางไม้ได้หักโค่นลงไป เพียงมีความยากลำบากเพิ่มขึ้นในการกรีดเพียงระยะสั้น
ขณะที่เรามีมุมมองเป็นบวกต่อ NER โดย NER จะได้รับประโยชน์ เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบเพราะโรงงานอยู่ภาคอีสานและจัดหาวัตถุดิบจากภาคอีสานแทบทั้งหมด และจะได้ผลดีจากราคายางที่ปรับตัวขึ้นและอุปทานที่ลดลง ทั้งนี้เราประเมินกำไรสุทธิของ STA ในปี 63 จะอยู่ที่ 4.6 พันล้านบาท ดีขึ้นจากขาดทุนในปีก่อน -149 ล้านบาท และคงกำไรสุทธิปี 64 อยู่ที่ 4.8 พันล้านบาท (+5% จากปีก่อน)
ส่วน NER เราประเมินกำไรปี 63 อยู่ที่ 853 ล้านบาท (+58% จากปีก่อน) และกำไรปี 64 ที่ 1.08 พันล้านบาท (+15% จากปี 63) ดังนั้นคงแนะนำซื้อ กลุ่มผู้ประกอบการยางธรรมชาติ ทั้งนี้เราคงคำแนะนำซื้อ STA ราคาเป้าหมาย 41.00 บาท และคงคำแนะนำ ซื้อ NER ราคาเป้าหมายที่ 5.0 บาท
