Official Update :

InnovestX มอง Q4/68 เศรษฐกิจโลกสดใส เฟดลดดอกเบี้ย–ดอลลาร์อ่อน หนุนเงินไหลเข้า EM ชูหุ้นพื้นฐานแกร่ง-กระจายพอร์ตหลายสินทรัพย์

เมื่อใกล้หมดไตรมาส 3 เข้าสู่ ไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ได้มีมุมมองเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย รวมถึง กลยุทธ์การลงทุนในช่วงท้ายของปีมาฝากให้นักลงทุนได้ลองเช็คและปรับพอร์ตกัน


นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ประเมินภาพรวมการลงทุนไตรมาส 4/2568 ว่าบรรยากาศตลาดเริ่มสดใสและชัดเจนขึ้น หลังความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าสหรัฐฯ คลี่คลาย โดยมาตรการภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ถูกกำหนดที่อัตราต่ำและทยอยบังคับใช้ช้ากว่าที่เคยประกาศไว้เมื่อเดือนเมษายน ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้เร่งปรับลดดอกเบี้ยเร็วกว่าที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และกระตุ้นให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่รวมถึงตลาดหุ้นไทย



ทั้งนี้ เศรษฐกิจโลก มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดย InnovestX คาด GDP โลกปี 2568–2569 จะขยายตัว 2.9% และ 3.0% ตามลำดับ โดยมีปัจจัยหนุนหลักมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศและแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงในสหรัฐฯ และยุโรป อย่างไรก็ดี ยังคงมีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่อาจเร่งตัวขึ้นจากมาตรการภาษี รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจจีน ซึ่งแม้รัฐบาลเดินหน้ามาตรการ “Anti-Involution” และมาตรการกระตุ้น แต่คาดว่าการเติบโตจะชะลอลงเหลือเพียง 4.4% ในปี 2568 และ 4.0% ในปี 2569


ด้านเศรษฐกิจไทย มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง โดยคาด GDP ปี 2568 ขยายตัวเพียง 1.8% และชะลอลงเหลือ 1.4% ในปี 2569 สาเหตุหลักมาจากการส่งออกที่ซบเซาและการบริโภคในประเทศที่อ่อนแรง แต่ยังมีปัจจัยบวกจากเสถียรภาพทางการเมือง การแต่งตั้งทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ และโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลอนุทินเดินหน้า ซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน


สำหรับตลาดทุน ประเมินเป้าหมายดัชนี SET ปี 2568 ไว้ที่ 1,350–1,400 จุด โดยมองว่าหากดัชนีอ่อนตัวต่ำกว่า 1,200 จุด ถือเป็นจังหวะเข้าซื้อที่น่าสนใจ กลยุทธ์หลักคือเน้นการลงทุนในหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง, งบดุลมั่นคง และมีความสามารถในการปรับตัวต่อทิศทางเศรษฐกิจในประเทศและอัตราดอกเบี้ยขาลง โดยหุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่ AP, CENTEL, DIF, HMPRO และ MTC ซึ่งตอบโจทย์ทั้งการป้องกันความเสี่ยงและการสร้างการเติบโตระยะยาว


กลยุทธ์การลงทุนในต่างประเทศ

ยังเน้นไปที่หุ้นวัฏจักรและกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งได้อานิสงส์จากทิศทางดอกเบี้ยขาลงและค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า

  • สหรัฐฯ: หุ้นเด่น เช่น Tesla (TSLA), Microsoft (MSFT), Nvidia (NVDA), Apple (AAPL), RTX และ JPMorgan (JPM)

  • ยุโรป: หุ้นแนะนำ ได้แก่ ASML, LVMH, BAE Systems, ABB, BNP Paribas และ L’Oréal

  • จีน: เน้นบริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยีและบริโภค เช่น Tencent, Alibaba, SMIC, Trip.com, HKEX, Lenovo และ Xpeng/Zeekr


การจัดพอร์ตลงทุน

แนะนำให้ผสมผสานหลายสินทรัพย์เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผลตอบแทนและการบริหารความเสี่ยงในภาวะตลาดที่ยังมีความผันผวน 

  • หุ้น: เน้นคุณภาพสูง รวมถึงกองทุนอิง S&P500 Equal Weight ในธีม “Catch-up Play”

  • ตราสารหนี้: ลงทุนในพันธบัตรระยะสั้น–กลาง ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยาว

  • ทองคำ: ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านตลาดโลก

  • REITs: ได้แรงหนุนจากดอกเบี้ยขาลง โดย REITs ไทยโดดเด่นจาก Dividend Yield ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

  • สินทรัพย์ดิจิทัล: มีความน่าสนใจมากขึ้นหลังหลายประเทศกำหนดกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน ช่วยสร้างความมั่นใจต่อนักลงทุน


ทั้งนี้ กองทุนและผลิตภัณฑ์แนะนำ สำหรับไตรมาสนี้ ได้แก่ หุ้นจีน KFCSI300-A, หุ้นยุโรป ES-EG-A, ทองคำ UOBSG-H, และ REITs ไทย MPDIVMF นักลงทุนยังสามารถเข้าลงทุนหุ้นจีนผ่าน DR23 ที่อ้างอิงบริษัทชั้นนำ เช่น CATL23, HSHD23, SMIC23, BABA23 และ KUAISH23 นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ US Options เพื่อเพิ่มผลตอบแทนและป้องกันความเสี่ยงในหุ้นสหรัฐฯ และใช้ USD Futures ผ่าน TFEX เพื่อบริหารความเสี่ยงค่าเงิน