PROUD มั่นใจปี 68 ผลงาน “ออลไทม์ไฮ” หลังตุนแบ็กล็อกแน่นเกือบ 8 พันลบ. ลุยซื้อที่ดินพัฒนาโครงการรวม 2 หมื่นลบ.
PROUD คาดการณ์รายได้และกำไรปี 2568 ทุบสถิติ “ออลไทม์ไฮ” โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากงานในมือมูลค่าเกือบ 10,000 ล้านบาท พร้อมเปิดเผยแผนลงทุนในที่ดินเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาโครงการใหม่ๆ เพื่อเสริมธุรกิจในระยะต่อไป
โดย นายภูมิพัฒน์ สินาเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PROUD เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานและกลยุทธ์การลงทุนของบริษัทฯ ในระยะข้างหน้า โดยคาดว่ารายได้รวมในปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 9,500 ล้านบาท ขณะที่ ณ สิ้นไตรมาส 2 บริษัทมี Backlog รอรับรู้รายได้กว่า 7,700 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ส่วนใหญ่ในปีนี้และปีหน้า และสามารถรองรับรายได้ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569–2572
อย่างไรก็ดี ความท้าทายสำคัญของบริษัทในปีนี้คือการเร่งโอนกรรมสิทธิ์ในโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการพระราม 9 ที่ขณะนี้โอนไปแล้วราว 40% และอยู่ระหว่างแก้ไขปัญหาเรื่องแผ่นดินไหวบางส่วน คาดว่าห้องชุดทั้งหมดจะพร้อมโอนภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ หากสามารถปิดการโอนของลูกค้าต่างชาติได้ทันก่อนสิ้นปี บริษัทจะสามารถรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นในปีนี้
ขณะเดียวกันโครงการเวหาก็อยู่ระหว่างเร่งให้ลูกค้าเข้ามาโอนและปิดการขายยูนิตที่เหลืออีกประมาณ 20% โดยมีอัตราการยกเลิกเพียงไม่กี่สิบห้อง ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำ ทั้งยังได้ปรับราคาขายมาแล้วสามรอบ ทำให้มีช่องว่างในการบริหารจัดการราคาหรือ buffer เพียงพอ
สำหรับปี 2568 โครงการที่คาดว่าจะเป็นรายได้หลักคือโครงการ ROM ซึ่งมียอดขายแล้วเกือบ 90% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด และมีกำหนดโอนในช่วงไตรมาส 2 ของปีหน้า ส่วนการโอนในไตรมาสแรกจะเป็นการโอนต่อเนื่องจากโครงการเวหาและพระราม 9 บางส่วน ทั้งนี้ผู้บริหารระบุว่า หลังการโอนโครงการขนาดใหญ่เสร็จสิ้นภายในปลายไตรมาส 1 ปีหน้า บริษัทจะมีเงินสดไหลเข้ามาจำนวนมากจนทำให้ระดับหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ ซึ่งหมายความว่าบริษัทจะมีเงินสุทธิมากกว่าหนี้สิน ถือเป็นจุดแข็งทางการเงินที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการลงทุนในอนาคต
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีนโยบายเดินหน้าลงทุนเชิงรุก โดยมองว่าภูเก็ตจะเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักของบริษัทต่อจากนี้ ปัจจุบันบริษัทได้ใช้เงินลงทุนไปแล้วกว่า 1,300 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินใน 3 ทำเลสำคัญ ได้แก่ ภูเก็ต หัวหิน และกรุงเทพฯ ซึ่งที่ดินดังกล่าวมีมูลค่าโครงการรวมประมาณ 10,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังเตรียมจัดสรรงบประมาณอีก 3,000 ล้านบาทสำหรับการซื้อที่ดินเพิ่มเติม เพื่อนำไปพัฒนาโครงการที่มีมูลค่ารวมสูงถึง 20,000 ล้านบาท โดยจะทยอยเปิดตัวระหว่างปี 2569–2571 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่อยู่อาศัย
ในด้านแหล่งเงินทุน บริษัทมีการบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง โดยใช้การออกหุ้นกู้ในสัดส่วนที่น้อยมากเพียงราว 3–4% ของเงินกู้ทั้งหมด แม้หุ้นกู้รุ่นล่าสุดที่ไม่มีเรตติ้งและไม่มีหลักประกันก็ยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนเกินกว่าจำนวนที่เสนอขาย (over-subscribe) เกือบ 100 ล้านบาท จากมูลค่าทั้งหมดประมาณ 500 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของบริษัท
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในปี 2568 บริษัทคาดว่ายอดขายอาจลดลงเล็กน้อย เว้นแต่จะมีการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติม แต่เชื่อว่ากำไรสุทธิจะเติบโตในระดับเลขสองหลัก (double digit) เนื่องจากโครงการใหม่ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่บริษัทพัฒนาเองทั้งหมด (greenfield) ทำให้ไม่ต้องรับภาระต้นทุนค่าความนิยม (goodwill) สูงเหมือนที่ผ่านมา ส่งผลให้สัดส่วนกำไรสุทธิต่อรายได้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
“หากธนาคารแห่งประเทศไทยมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้งภายในสิ้นปี จะเป็นปัจจัยบวกต่อบริษัทโดยตรง เพราะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน ขณะเดียวกันตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับกลางถึงบน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของ PROUD ยังไม่ได้รับผลกระทบมากจากปัญหาหนี้ครัวเรือน อีกทั้งยังมีแรงหนุนจากแนวโน้มของกลุ่ม Global Citizen ที่เข้ามาซื้อที่อยู่อาศัยในไทยเพิ่มขึ้น และตลาดกลุ่มผู้เกษียณอายุ (Retirement) โดยเฉพาะในหัวหิน ซึ่งเป็นหนึ่งในทำเลหลักของบริษัท จึงคาดว่าจะช่วยส่งเสริมการเติบโตของบริษัทฯ ได้อย่างมั่นคงในระยะยาว” นายภูมิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย
