ทำความรู้จัก 3 ดัชนีแห่ง Wall Street: วิธีตีความเคลื่อนไหวของ S&P 500, Nasdaq และ Dow Jones
เวลาเห็นข่าวว่า “ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น” ตัวเลขที่อ้างอิงถึงมักจะมาจากหนึ่งใน 3 ดัชนีหลักของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้แก่ S&P 500, Nasdaq Composite หรือ Dow Jones Industrial Average (DJIA)
ซึ่งดัชนีเหล่านี้ไม่ได้แค่บอกว่าตลาดหุ้นกำลังขึ้นหรือลงเท่านั้น แต่สามารถบอกได้ด้วยว่าเงินกำลังไหลไปภาคส่วนไหนของตลาด ดังนั้นนักลงทุนที่สนใจหุ้นสหรัฐฯ จำเป็นที่จะต้อง (1) รู้ว่าดัชนีแต่ละตัวแตกต่างกันยังไง และ (2) รู้ว่าการเคลื่อนไหวที่แตกต่างของแต่ละดัชนี (divergence) กำลังส่งสัญญาณอะไรให้เรา
3 ดัชนี = 3 มุมมอง
S&P 500
ดัชนี S&P500 ถูกก่อตั้งในปี 1957 โดยรวมบริษัทใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ 500 แห่ง คำนวณตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization หรือ market cap) การคำนวณ S&P 500 ใช้การถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด (Market Cap Weighted) ทำให้หุ้นยักษ์ใหญ่ เช่น Apple และ Microsoft มีอิทธิพลต่อดัชนีมากที่สุด และเนื่องจากดัชนีครอบคลุมบริษัทขนาดใหญ่หลากหลายอุตสาหกรรม จึงถูกใช้เป็น “เครื่องวัดสุขภาพ” ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวม
Nasdaq Composite
ดัชนี Nasdaq Composite ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 1971 โดยรวมบริษัทที่จดทะเบียนในตลาด Nasdaq ทั้งหมดกว่า 3,000 บริษัท การคำนวณใช้การถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าหลักทรัพย์ตลาด (Market Cap Weighted) เช่นเดียวกับ S&P 500 แต่ดัชนีนี้มีน้ำหนักไปทางหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต (Growth Stocks) มากเป็นพิเศษ เนื่องจากบริษัทสตาร์ทอัพกลุ่มเทคนิยมมาจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ดัชนี Nasdaq Composite จึงมักสะท้อน กระแสความกล้าเสี่ยงของนักลงทุน และ กระแสนวัตกรรม ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ
Dow Jones Industrial Average
ดัชนี Dow Jones Industrial Average หรือ DJIA เป็นดัชนีหุ้นที่เก่าแก่ที่สุด ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1896 โดยรวมเพียง 30 บริษัทที่มีขนาดใหญ่และมั่นคง (blue chip) ที่คณะกรรมการคัดเลือกตามชื่อเสียง, ความมั่นคง, และความหลากหลายของอุตสาหกรรม การคำนวณใช้วิธีถ่วงด้วยราคา (Price-weighted) ทำให้บริษัทที่มีราคาต่อหุ้นสูง เช่น UnitedHealth หรือ Goldman Sachs มีอิทธิพลต่อดัชนีมากกว่าหุ้นที่มี market cap ใหญ่กว่าแต่ราคาต่อหุ้นต่ำกว่า และแม้วิธีการคำควณดังกล่าวจะไม่ได้สะท้อนสุขภาพของตลาดดีเท่าที่ควร แต่ดัชนี Dow Jones ก็ยังคงถูกใช้เป็น สัญลักษณ์ของเสถียรภาพของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตามธรรมเนียมดั้งเดิม

การเคลื่อนไหวของแต่ละดัชนีมีความหมาย
ทักษะสำคัญไม่ใช่การแค่รู้จักดัชนี แต่คือการตีความเมื่อดัชนีทั้ง 3 เคลื่อนไหวต่างกัน เพราะนั่นอาจกำลังชี้ว่านักลงทุนกำลัง ไล่หาความเสี่ยง, หาความปลอดภัย หรือกระจายการลงทุนทั่วทั้งตลาด
ซึ่งตัวอย่างด้านล่างคือการตีความความเคลื่อนไหวของดัชนีแบบคร่าวๆ
(1) S&P 500 ขึ้นเพียงตัวเดียว
-
สะท้อนการฟื้นตัวเป็นวงกว้างในบริษัทยักษ์หลายอุตสาหกรรม ที่ไม่ใช่บริษัทเทคหรือ blue chip มักเกิดจากกลุ่มป้องกันความเสี่ยงหรือวัฏจักร เช่น สุขภาพ, พลังงาน, สินค้าอุปโภคบริโภค
-
ตัวอย่าง: กลางปี 2023 กำไรที่แข็งแกร่งของกลุ่มสุขภาพและพลังงานช่วยดัน S&P 500 ขึ้น แม้หุ้นเทคจะชะลอตัว
(2) Nasdaq ขึ้นเพียงตัวเดียว
-
สะท้อนความตื่นเต้นในหุ้นเทคและหุ้นเติบโต มักเกิดเมื่อตลาดคาดว่าดอกเบี้ยจะลดลง หรือมีข่าวใหญ่ด้านนวัตกรรม
-
ตัวอย่าง: ต้นปี 2023 กระแส AI จาก Nvidia และ Microsoft ดัน Nasdaq พุ่งแรง ขณะที่หุ้นพลังงานและการเงินถ่วง S&P และ Dow Jones
(3) Dow Jones ขึ้นเพียงตัวเดียว
-
หมายถึงนักลงทุนหันไปหาความมั่นคงในหุ้น blue chip มักสะท้อนบรรยากาศ Risk-off แต่เพราะ Dow Jones เป็น Price-weighted แค่หุ้นราคาแพงไม่กี่ตัวอาจบิดเบือนภาพรวมได้
-
ตัวอย่าง: ปลายปี 2022 หุ้น Boeing และ UnitedHealth ที่ราคาต่อหุ้นสูงดัน Dow ขึ้น แม้ S&P จะทรงตัว

(4) S&P 500 และ Nasdaq ขึ้น แต่ Dow Jones ไม่ขึ้น
-
นักลงทุนเน้นหุ้นเติบโตและตลาดกว้าง แต่ไม่สนใจ blue chip มักเกิดในช่วงความมั่นใจกลับมาและตลาดเริ่มเข้าสู่ขาขึ้น
-
ตัวอย่าง: กลางปี 2020 หลังมาตรการกระตุ้นโควิด หุ้นเทคและหุ้นเติบโตพุ่งแรง แต่หุ้นป้องกันใน Dow อย่าง Coca-Cola, J&J ชะลอตัว
(5) Nasdaq และ Dow Jones ขึ้น แต่ S&P 500 ไม่ขึ้น
-
เป็นเคสหายาก ซึ่งแสดงว่ามีหุ้นผู้นำในอุตสาหกรรมเทคและกลุ่ม blue chip (หรืออาจเป็นบริษัทเทคที่มั่นคงด้วย) แต่หุ้นทั่วไปๆ ใน S&P 500 อ่อนแรง
-
ตัวอย่าง: ต้นปี 2024 หุ้น Tesla และ Apple ใน Nasdaq พร้อมกับหุ้นอุตสาหกรรมใน Dow Jones ฟื้นตัว ขณะที่หุ้นพลังงานและการเงินใน S&P 500 เป็นตัวถ่วงดัชนี
(6) S&P 500 และ Dow Jones ขึ้น แต่ Nasdaq ไม่ขึ้น
-
หมายถึงนักลงทุนเริ่มมองหาหุ้นคุณค่าเพื่อป้องกันความเสี่ยง ขณะที่หุ้นเทคถูกกดดันจากปัจจัยต่างๆ เช่น ดอกเบี้ยสูงหรือกฎระเบียบใหม่ที่เข้มงวด
-
ตัวอย่าง: ปลายปี 2023 เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ พุ่ง หุ้นเทคร่วง แต่หุ้นการเงินและอุตสาหกรรมใน S&P 500 และ Dow Jones คงไปได้ดี

(7) ทั้งสามดัชนีขึ้นพร้อมกัน
-
เป็นสัญญาณตลาดขาขึ้นชัดเจน มีการฟื้นตัวเป็นวงกว้างทั้งหุ้นเติบโต, หุ้นป้องกัน, และตลาดรวม
-
ตัวอย่าง: หลังตัวเลขเงินเฟ้อชะลอตัวในช่วงปลายปี 2023 ดัชนีทั้งสามพุ่งแรงสะท้อนความเชื่อมั่นใหม่
(8) ทั้งสามดัชนีลงพร้อมกัน
-
สะท้อนความกลัวทั่วตลาด ไม่ว่าจะจากเศรษฐกิจถดถอย, ดอกเบี้ยสูง, หรือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
-
ตัวอย่าง: ในช่วงโควิด เดือนมีนาคมปี 2020 หุ้นทุกกลุ่มถูกเทขายพร้อมกัน
*หมายเหตุเกี่ยวกับ Dow Jones: วิธีการคำนวณแบบ Price-weighted ทำให้หุ้นราคาแพงไม่กี่ตัว มีอิทธิพลมากเกินจริง ต่างจาก S&P และ Nasdaq ที่สะท้อนตามมูลค่าตลาดจริง อาจทำให้การเคลื่อนไหวมีความบิดเบือนได้อยู่มาก

สรุป
S&P 500, Nasdaq และ Dow Jones ไม่ใช่แค่ตัวเลขบอกทิศทางตลาด แต่สะท้อนจิตวิทยานักลงทุน ด้วย
การอ่านความแตกต่างของการเคลื่อนไหว จึงจะช่วยให้มองทะลุพาดหัวข่าว และเข้าใจว่าเงินกำลังเคลื่อนสู่ไหน
