WASH หุ้นไอพีโอ เมกะเทรนด์ “ร้านสะดวกซัก” ชูโมเดล Owner-Operator คุมคุณภาพ–สร้างรายได้ประจำ ระดมทุนขยายสาขา 160 แห่ง ปักธง Growth Stock น่าจับตา
ปัจจุบันไลฟ์สไตล์ของผู้คนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่เต็มไปด้วยข้อจำกัดด้านเวลาและพื้นที่ การมองหาความสะดวกสบายกลายเป็นเรื่องสำคัญของคนยุคใหม่ ซึ่งหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตขึ้นจากพฤติกรรมนี้ คือ “ร้านสะดวกซัก” ที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ระดับประเทศ
โดยช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มูลค่าตลาดของอุตสาหกรรมร้านสะดวกซักพุ่งจาก 3,000 ล้านบาทในปี 2563 เป็น 10,000 ล้านบาทในปี 2565 และเพิ่มขึ้นเป็น 13,500 ล้านบาทในปี 2567 หรือเติบโตเฉลี่ยราว 16% ต่อปี (CAGR) สะท้อนถึงศักยภาพการขยายตัวที่โดดเด่นของอุตสาหกรรม
ซึ่งแรงหนุนสำคัญมาจากการขยายตัวของสังคมเมือง ไลฟ์สไตล์เร่งรีบที่ต้องการประหยัดเวลา และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่เพิ่มดีมานด์จากโรงแรมและรีสอร์ต ขณะเดียวกันครอบครัวขนาดเล็กและคนโสดในเมืองที่เพิ่มขึ้นยังช่วยผลักดันให้บริการซักผ้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจร้านสะดวกซัก
จากแนวโน้มอุตสาหกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่องและกำลังกลายเป็นเมกะเทรนด์ที่น่าจับตา ทำให้ “บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ WASH” ผู้ให้บริการร้านสะดวกซักแบรนด์ WashXpress กลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ด้วยวิสัยทัศน์ “ให้การซักผ้าเป็นเรื่องง่ายสำหรับชุมชน” และโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่งในแบบ “ลงทุนเอง เป็นเจ้าของเอง และบริหารเอง” (Owner-Operator) แนวทางนี้ทำให้บริษัทสามารถควบคุมคุณภาพบริการได้อย่างเข้มงวด สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) และมีความยืดหยุ่นในการพัฒนาและปรับตัวอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบัน WASH มีสาขากว่า 548 แห่ง ครอบคลุม 21 จังหวัดในประเทศไทย โดย 469 แห่ง เป็นสาขาที่บริษัทเป็นเจ้าของเอง หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 86% ของทั้งหมด ทำให้ WASH ควบคุมคุณภาพการบริการได้อย่างเต็มที่ และยังสะท้อนถึงโครงสร้างธุรกิจที่มั่นคงและพร้อมขยายตัวในระยะยาว
นอกจากโมเดลธุรกิจที่แตกต่างแล้ว WASH ยังมีแผนสร้างการเติบโตที่ชัดเจนและต่อเนื่อง โดยปี 2568 บริษัทตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่มอีก 80 แห่ง และปี 2569 – 2570 มีแผนขยายสาขาเพิ่มไม่น้อยกว่า 160 แห่ง ผ่านกลยุทธ์ขยายสาขาแบบกลุ่ม (Cluster expansion) หรือการเปิดสาขาหลายแห่งในพื้นที่ใกล้กัน โดยเปิดในพื้นที่ที่ยังมีศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจ และเปิดสาขาใหม่ในพื้นที่ที่ยังไม่มีการให้บริการ เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ขณะเดียวกันบริษัทยังมุ่งพัฒนา “บริการครบวงจร” ที่ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริการซักอบพับที่ขยายแล้วกว่า 230 สาขา การเปิดตัวบริการรับรีด รวมถึงแผนพัฒนาบริการซักอบรีดพร้อมรับ–ส่งผ้า (Delivery) และโมเดลสมาชิกแบบ Subscription ที่จะช่วยเพิ่มรายได้ประจำในอนาคต นอกจากนี้ WASH ยังรุกเข้าสู่ตลาด B2B เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น โรงแรม สปา และฟิตเนส ซึ่งต้องการบริการซักผ้าในปริมาณมาก
นอกจากนี้ สิ่งที่ตอกย้ำความได้เปรียบของ WASH คือการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและมาตรฐานระดับอุตสาหกรรม โดยบริษัทพัฒนาแอปพลิเคชัน “WashXpress” ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถค้นหาสาขา ตรวจสอบสถานะเครื่องซักผ้าแบบเรียลไทม์ ชำระเงินแบบไร้เงินสด และสะสมคะแนนในระบบสมาชิกได้ในที่เดียว
อีกทั้งทุกสาขาของ WashXpress ไม่ว่าจะเป็นของบริษัทหรือแฟรนไชส์ ล้วนใช้เครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าอุตสาหกรรมคุณภาพสูงแบรนด์ “Speed Queen” เพื่อรักษามาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เสริมด้วยระบบการฝึกอบรมพนักงานอย่างเข้มข้น เพื่อให้ลูกค้าทุกคนได้รับประสบการณ์ “สะอาด สะดวก สบาย” อย่างแท้จริง
ด้วยโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทำให้ผลประกอบการของ WASH มีการเติบโตต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นจาก 464 ล้านบาทในปี 2565 เป็นกว่า 824 ล้านบาทในปี 2567 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึง 33% ต่อปี ส่วนกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 59 ล้านบาทในปี 2565 แตะระดับ 83 ล้านบาทในปี 2567
และในครึ่งแรกของปี 2568 บริษัททำกำไรสุทธิไปแล้วกว่า 51 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 26 ล้านบาท ขณะเดียวกันในช่วงครึ่งปีแรกยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ก็เติบโตแข็งแกร่ง 13% ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความพึงพอใจและความภักดีของลูกค้า รวมถึงความสำเร็จของกลยุทธ์การตลาดและการเพิ่มบริการใหม่ในสาขาเดิม เช่น บริการซักอบพับ
จากความสำเร็จของโมเดลธุรกิจที่สะท้อนผ่านผลประกอบการในอดีต การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ mai ของ WASH ในครั้งนี้ จึงนับเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกการเติบโตที่มากกว่าในอนาคต
ปัจจุบัน WASH ได้ยื่นแบบไฟลิ่งเพื่อเสนอขาย IPO จำนวน 105,882,352 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 30 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน โดยกำหนดราคาจองซื้อที่ 7.50 บาทต่อหุ้น และเปิดให้จองซื้อตั้งแต่วันที่ 24, 27-28 ต.ค. 2568 สำหรับนักลงทุนที่สนใจสามารถจองซื้อหุ้นไอพีโอของ WASH ได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
โดย WASH มีแผนนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปขยายสาขา WashXpress ที่บริษัทเป็นเจ้าของเองเพิ่มไม่น้อยกว่า 160 สาขาในปี 2569 – 2570 ลงทุนปรับปรุงและยกระดับร้านเดิมให้ทันสมัยยิ่งขึ้น รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงินและรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต
สุดท้ายหากมองในภาพรวม WASH ไม่ได้เป็นเพียงร้านสะดวกซักที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นธุรกิจที่อยู่ในเมกะเทรนด์แห่งอนาคต มีโมเดลธุรกิจที่แตกต่าง สร้างรายได้ประจำต่อเนื่อง (Recurring income) ได้จริง และมีรากฐานที่แข็งแกร่งจากการบริหารแบบ Owner-Operator ผสานการนำเทคโนโลยีเข้ากับการให้บริการ ทำให้ WashXpress ยังเป็นร้านสะดวกซักที่ครองใจลูกค้า และเติบโตได้อย่างน่าประทับใจ
ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้ ประกอบกับการระดมทุนผ่าน IPO ที่จะเข้ามาปลดล็อกศักยภาพการเติบโตในอนาคต ทำให้ WASH เป็นอีกหุ้น “Growth Stock” ที่น่าจับตามอง และพร้อมที่จะคว้าโอกาสจากเมกะเทรนด์ของร้านสะดวกซักที่กำลังขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง
