ATLAS ปิดตลาดเช้า -19% ฟากผบห. ย้ำพื้นฐานแน่น เผยรายได้ 3 ปี เติบโตกว่า 40% พร้อมเดินหน้าปั้นธุรกิจตอบแทนนลท.
เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้วสำหรับหุ้นไอพีโอน้องใหม่ในกลุ่มพลังงานอย่าง ATLAS หรือ บริษัท แอตลาส เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) โดยเปิดตลาดที่ 2.50 บาท ลดลง 16.67% ก่อนจะปิดตลาดภาคเช้าที่ 2.42 บาท ลดลง 19.33% จากราคาไอพีโอที่ 3 บาท ตามลำดับ
นายสุวัชชัย พิทักษ์วงศาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอตลาส เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ ATLAS เปิดเผยว่า ATLAS ได้เริ่มเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นวันแรก โดยเงินที่ได้จากการจำหน่ายหุ้น IPO จะถูกนำไปต่อยอดในธุรกิจของบริษัทในทุก ๆ ช่องทางและทุก ๆ ภาคส่วน (sector)
นายสุวัชชัย พิทักษ์วงศาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอตลาส เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ ATLAS เปิดเผยว่า ATLAS ได้เริ่มเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นวันแรก โดยเงินที่ได้จากการจำหน่ายหุ้น IPO จะถูกนำไปต่อยอดในธุรกิจของบริษัทในทุก ๆ ช่องทางและทุก ๆ ภาคส่วน (sector)
บริษัทยังคงมั่นใจว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง หากพิจารณาผลการดำเนินงานย้อนหลัง ATLAS มีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยเติบโตมากกว่า 40% จึงเชื่อมั่นว่าการได้เงินทุนครั้งนี้จะช่วยให้บริษัทเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
บริษัทวางแผนที่จะใช้เงินทุนที่ได้จาก IPO ภายในระยะเวลาประมาณ 2 ปี โดยมีสัดส่วนการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจในหลายส่วน ส่วนแรกคือการขยายธุรกิจในภาคครัวเรือนในสัดส่วน 20-25% ซึ่งจะรวมถึงการขยายโรงบรรจุ, ร้านจำหน่ายแก๊ส, ศูนย์กระจายสินค้า/แก๊ส และการเพิ่มถังแก๊สให้สอดคล้องกับปริมาณการจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น
ส่วนที่สองคือการขยายธุรกิจในภาครถยนต์/สถานีบริการในสัดส่วน 20-25% และส่วนที่สามใช้สำหรับการขยายในส่วนของธุรกิจที่เรียกว่า Backเวิร์ด (Backword) ประมาณ 30% ซึ่งได้แก่ การขยายคลังแก๊สและโรงซ่อมแก๊ส เพื่อรักษามาตรฐานถังแก๊สให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า และส่วนสุดท้ายประมาณ 20% จะนำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียน (Working Cap) ในธุรกิจของบริษัท
สำหรับการลงทุนในภาคยานยนต์ (Autogas) บริษัทมีแผนจะขยายสถานีบริการใหม่ และปรับปรุง (renovate) สถานีบริการเดิมที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มยอดขายทั้งในส่วนของการจำหน่ายแก๊ส LPG ในภาครถยนต์, การรับจ้างบริหารการจำหน่ายน้ำมัน และธุรกิจเชิงพาณิชย์ ปัจจุบันบริษัทมีสถานีบริการรวม 244 สาขา และมีสถานีบริการมิกซ์ ซึ่งสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายน้ำมันและการให้เช่าพื้นที่รอบสถานี อยู่ 177 สาขา
บริษัทมีแผนขยายเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 300 สาขา แต่การเปิดสถานีใหม่อาจต้องใช้เวลา เนื่องจากกระบวนการขออนุญาตในธุรกิจพลังงานค่อนข้างละเอียดอ่อน บริษัทยังมีโครงการที่เรียกว่า PT Auto Transform เพื่อส่งเสริมให้รถแท็กซี่หันมาใช้ LPG มากขึ้น
สำหรับจุดเด่นและความแตกต่างของ ATLAS ในอุตสาหกรรมแก๊ส LPG คือการดำเนินธุรกิจค้าปลีก (Retail) เป็นหลัก ทำให้บริษัทมีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 14-15% (ไม่ต่ำกว่า 14-15%) และกำไรสุทธิ (บรรทัดสุดท้าย) อยู่ที่ประมาณ 2.5-3% ซึ่งกำไรขั้นต้นดังกล่าวดีกว่าผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจค้าส่ง (Wholesale) เพียงอย่างเดียวถึง 3-4 เท่า
นอกจากนี้ บริษัทยังใช้ตราสัญลักษณ์และ Ecosystem เดียวกับ PTG ทำให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย โดยเฉพาะการใช้ระบบสมาชิกบัตร PT Max Card/Max Plus เป็นตัวเชื่อมโยงใน Ecosystem ของ PTG แอตลาสเป็นบริษัทเดียวในธุรกิจ LPG ที่มีแหล่งรายได้หลากหลายทาง ไม่ได้มาจากแค่การจำหน่ายแก๊ส LPG เท่านั้น แต่ยังมีรายได้จากการรับจ้างจำหน่ายน้ำมัน และธุรกิจสื่อโฆษณา ซึ่งความหลากหลายของรายได้นี้จะช่วยให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนได้เป็นอย่างดี
ปัจจุบัน สัดส่วนรายได้หลักของแอตลาสมาจากภาคยานยนต์ประมาณ 70%, ภาคครัวเรือนประมาณ 22% และส่วนที่เหลือคือภาคอุตสาหกรรม ในอนาคตสัดส่วนของภาคยานยนต์จะค่อย ๆ ลดลงเมื่อเทียบกับภาคครัวเรือน เนื่องจากปัจจุบันการกระจายตัวในภาคครัวเรือนยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ การใช้เงินทุนจากตลาดเพื่อขยายโรงบรรจุ, ร้านจำหน่ายแก๊ส และศูนย์กระจายแก๊ส จะช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่าย แม้สัดส่วนระหว่างภาคยานยนต์กับภาคครัวเรือนจะเปลี่ยนแปลง แต่ยอดขายโดยรวมของบริษัทจะยังคงเติบโตขึ้น
ในด้านฐานะทางการเงิน อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ก่อนเข้าตลาดอยู่ที่ประมาณ 4 เท่า ซึ่งเคยสูงถึง 8-9 เท่าในช่วงปี 2562-2563 สาเหตุที่ D/E ดูสูงเกิดจากมาตรฐานบัญชี TFRS 16 ที่กำหนดให้นำค่าเช่าระยะยาว (โมเดลธุรกิจแบบเช่าช่วง) กลับมาบันทึกเป็นหนี้สิน (Liability) ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (interest bearing debt) ของ ATLAS อยู่ที่เพียง 0.4 เท่า ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ประมาณ 1 เท่า การได้เงินทุนจากตลาดครั้งนี้จะช่วยลดทั้ง D/E และ interest bearing debt ลงไปอีก สำหรับนโยบายการจ่ายปันผล บริษัทมีนโยบายจ่ายปันผลอยู่ที่ 30% ของกำไรสุทธิ หลังหักค่าใช้จ่ายและเงินทุนสำรองตามกฎหมายกำหนด
ในส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ PTG ยังคงถือหุ้นอยู่ 70.5% หลังการระดมทุน (มีผู้ถือหุ้นรายย่อย 29.5%) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน หุ้นของ PTG จำนวน 55% ติด Silent Period ที่ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (Custodian) เป็นเวลา 1 ปี (6 เดือนบวก) ส่วนที่เหลืออีก 45% ก็ติด Silent Period ผ่านบริษัทจัดการ Underwriter (KI) อีก 1 ปี ผู้บริหารเชื่อมั่นว่า หากบริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง PTG ก็ไม่มีเหตุผลที่จะขายหุ้นออกมาอย่างแน่นอน
Most Viewed
Sustainability
“Thai ESG” และ “Thai ESSGX”… จะมีการแสดงข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมในแต่ละส่วน !!!
เมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้ว
Wealth EZ
“ทางเลือก” การลงทุนใหม่ๆ (2)… “Crypto Assets” !!!
เมื่อ อีก 19 ชั่วโมง
Where to put your money
“วิศวกรรมศาสตร์” ผสานศาสตร์ “การวางแผนการเงิน”... สร้าง “พิมพ์เขียวชีวิต” ที่แม่นยำ ถูกต้อง และวัดผลได้ !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“ES-CHEQ” ลุย 50 “หุ้นจีน A-Share”... รับ “ศก.ฟื้นตัว” ตอบโจทย์ความมั่งคั่ง “ระยะยาว” !!!
เมื่อ 11 ชั่วโมงที่แล้ว
Fund Move
บลจ.กสิกรไทย ตอกย้ำผู้นำธุรกิจจัดการลงทุนไทย กวาด 17 รางวัลการันตีความเป็นเลิศจากเวทีไทยและสากล
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us
