จับตา! กระแส Fund Flow ไหลเข้าจริงหรือแค่มาหยอก?
ต้องยอมรับเลยว่าตลาดหุ้นไทยยังคงต้องต้องพึ่งพาเม็ดเงิน Fund Flow เหมือนกับตลาดหุ้นทั่วโลก ที่จะช่วยผลักดันดัชนีให้อยู่ในระดับสูง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องอย่าลืมว่า Fund Flow ก็พร้อมที่จะทำให้ดัชนีปรับลดลงด้วยเช่นกัน หากมองย้อนมาที่ดัชนีตลาดหุ้นไทย ในช่วงต้นปีจนถึงปัจจุบันบัญชีซื้อขายของ “นักลงทุนต่างประเทศ” ยังคงมีสถานะขายสุทธิอยู่ที่ 104,427 ล้านบาท
ขณะในช่วงต้นเดือนจนถึงปัจจุบันก็ยังคงขายสุทธิ 11,145 ล้านบาท แต่เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา เข้าซื้อสุทธิ 2,781 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามไม่เพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้นที่นักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นยอดขายสุทธิตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจะต้องรอดูว่าหากสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยเริ่มฟื้นตัวขึ้น ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดลดลงจะส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติมีมุมมองต่อหุ้นไทยอย่างไรได้บ้าง
โดย นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า คาดว่ากระแสเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (Fund Flow) จะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าจะเข้าตลาดหุ้นไทยในช่วงปี 65 โดยหากย้อนดูสาเหตุว่ากระแส Fund Flow ในระยะถัดไปที่จะกลับมานั้นจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์โควิด19 ในประเทศ และนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งทั้งสองปัจจัยดังกล่าวจะเป็นตัวบ่งชี้
โดยประเด็นแรกของสถานการณ์ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด19 ในประเทศรายใหม่จะต้องมีแนวโน้มที่ลดลง ถ้าเป็นไปได้คือตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่จะต้องลดลง หากเทียบกับจำนวนผู้ที่หายป่วยออกจากโรงพยาบาล ซึ่งหากสถานการณ์เป็นในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องก็จะสะท้อนว่าการระบาดของไวรัสโควิด19 ในประเทศไทยจะไม่เลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว
สำหรับประเด็นภาพใหญ่ของนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งอาจจะต้องรอความชัดเจนของการประชุมที่เมือง Jackson Hole ซึ่งเป็นที่ตลาดคาดหมายว่าเฟดนั้น จะส่งสัญญาณทยอยปรับลดวงเงินการเข้าซื้อพันธบัตร หรือ QE Tapering ในปีนี้หรือไม่ ทั้งนี้หากเฟดยังส่งสัญญาณไม่ชัดก็อาจจะยังช่วยหนุนเม็ดเงินได้อยู่ ขณะเดียวกันหากเฟดดำเนินนโยบาย QE Tapering จะส่งผลให้ภาพของเม็ดเงินใหม่ๆในระบบจะชะลอตัวลง
แต่อย่างไรก็ตาม ยังพอมีเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติส่วนอื่นๆ ที่ขณะนี้ลงทุนอยู่ในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ เช่นตราสารหนี้ ซึ่งหากย้อนดูในช่วงที่ผ่านมาจะพบว่ามีนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิตราสารหนี้ของไทยในปริมาณที่มากพอสมควร ดังนั้นหากสถานการณ์ในประเทศไทยมีความเสี่ยงจากโควิดที่ลดลง ก็อาจจะทำให้เม็ดเงินในส่วนดังกล่าวปรับรูปแบบการลงทุนมาในตลาดหุ้นได้เช่นกัน
