4 บิ๊กรับเหมาไทย ในวันที่ backlog สูงกว่ามาร์เก็ตแคป

กลุ่มหุ้นที่ถูกนักลงทุนลืมนั้น หลายๆ คนคนจะเดากันได้ไม่ยากว่าเป็นหุ้นในกลุ่มอะไร ซึ่งหากย้อนสถิติดูแล้วนั้น ตัวที่บ่งชี้ว่าเป็นหุ้นที่ถูกลืมก็คงจะว่าอย่างนั้นได้ เพราะย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีกว่า ดัชนีของหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างยืนอยู่ที่ระดับ 134 จุด แต่เมื่อเป็นกลุ่มหุ้นที่ถูกลืม หรือนักลงทุนพยายามหาจังหวะตัดใจขายหาวิธี Move On เพื่อไปเลือกลงทุนกลุ่มหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่มากกว่า จึงทำให้ ณ ขณะนี้ดัชนีกลุ่มหุ้นรับเหมาก่อสร้างลดลงเหลือเพียง 58 จุด อะไรเป็นสิ่งให้กลุ่มรับเหมาก่อสร้างไม่มีความเซ็กซี่เป็นที่ดึงดูดสำหรับนักลงทุน และทำให้ในปัจจุบันนี้ มูลค่ามาร์เก็ตแคปของหุ้นกลุ่มนี้ลดต่ำกว่ามูลค่างานในมือได้อย่างไร ในวันนี้ทาง Wealthy Thai จะลองพานักลงทุนมาค้นหาคำตอบไปพร้อมกัน


นักลงทุนคงจะพอทราบกันดีแล้วว่ากลุ่มหุ้นรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มีต่อดัชนีของกลุ่มมีอะไรบ้าง ก็คงจะเป็นอย่างที่นักลงทุนคิดไว้ คือ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK ,บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC ,บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ STEC และบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ UNIQ ซึ่งทั้ง 4 บริษัทมีมาร์เก็ตแคปรวมกันกว่า 62,546 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าในหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างอีก 22 หุ้นที่เหลือจากทั้งหมด 26 ที่มีมาร์เก็ตแคปเพียง 47,099 ล้านบาท โดยทั้งหมดในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างรวม 26 หุ้น คิดเป็นมาร์เก็ตแคป 109,645 ล้านบาท ซึ่งนั่นก็ไม่แปลกที่จะทำให้ดัชนีของหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างจะปรับลดลง เพราะ 4 หุ้นใหญ่บิ๊กแคปของกลุ่มไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน และนักลงทุนพยายามที่จะขายของที่มีอยู่ในมือออกไป


สำหรับสาเหตุบางประการที่นักลงทุนมักจะไม่ชอบหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างคือ มีอัตรากำไรสุทธิในระดับต่ำ ซึ่ง 4 หุ้นใหญ่ในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างเองนั้นก็มีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยตั้งแต่ติดลบ จนถึงมีอัตรากำไรสุทธิเพียง 4% โดยนักลงทุนมองว่า แม้บริษัทจะมีมูลค่างานในมือ หรือ backlog มากเพียงใด แต่เมื่อทำไปแล้วกำไรน้อยหรือไม่ได้กำไร ก็ไม่ส่งผลดีต่อบริษัท เพราะสุดท้ายแล้วนักลงทุนดูที่ผลกำไรไม่ได้ดูรายได้ นี่จึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่หุ้นกลุ่มรับเหมาถูกเมินจากนักลงทุน ส่วนเหตุผลของการที่ทำไปแล้วกำไรน้อยเพราะการแข่งขันการเข้าประมูลงาน ในเมื่อใครเสนองานได้ต่ำกว่าราคากลางมากที่สุดก็จะได้งานไป นั่นก็หมายความว่าบริษัทรับเหมาจะต้องหั่นกำไรของตัวเองลดลง เพื่อโอกาสที่จะได้รับงาน ประกอบกับหากมีงานประมูลออกมาน้อยก็จะทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านราคา เหตุผลที่กล่าวมาเบื้องต้นคงจะทำให้นักลงทุนพอเข้าใจได้บ้างว่าทำไมกลุ่มรับเหมาจึงถูกเมิน


นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวในรายการ "Wealthy Talk" ว่า ในปี 64 จะเป็นปีทองของหุ้นกลุ่มรับเหมา และจะกลับมามีความน่าสนใจเพราะในช่วงที่ผ่านมาถูกเพิกเฉยมาโดยตลอด เพราะสถิติ (ไม่เคยหลอกใคร) พบว่าในรอบ 4 ปีดัชนีของกลุ่มลดลงจาก 134 จุดเป็น 58 จุด และปัจจัยที่จะเข้ามาสนับสนุนคือ การโครงการของภาครัฐที่อัดอั้นรอการประมูลการลงทุนที่ยืดเยื้อมาในปี 63 เช่นงานโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม งานส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ งานโครงการรถไฟทางคู่ และรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบินรวมถึงงานโครงสรางพื้นฐานด้านต่างๆ มองว่าขณะนี้ Valuation เริ่มจะกลับมา Down Size เริ่มจำกัด



CK จะเด่นสุดในกลุ่ม

ทั้งนี้จะลองมาดูมุมมองของนักวิเคราะห์กันว่าในหุ้นกลุ่มบิ๊กแคปของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างนั้นจะเป็นอย่างไร เริ่มกันที่ CK บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) มองว่า CK เป็นเพียงตัวเดียวที่แนะนำ “ซื้อ” เพราะ CK มีแนวโน้มกำไรที่ดีกว่ากลุ่ม เนื่องจากมีส่วนแบ่งกำไรจาก BEM และ CKP รวมถึงปันผลจาก TTW อีกทั้งยังมีโอกาสได้งานก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ จากบริษัทลูกเพิ่มเติม และด้วย Valuation ปัจจุบันที่ถูกมาก เรามองว่าราคาหุ้นพร้อมที่ปรับตัวขึ้นเมื่อมีปัจจัยบวก ขณะที่บทวิเคราะห์ หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่าแนวโน้มปี 64 ภายใต้ Backlog ปัจจุบันที่ต่ำเพียง 31,490 ล้านบาท ผู้บริหารประเมินจะรับรู้รายได้เท่าปีนี้ ซึ่งยังไม่รวมโครงการใหม่ที่คาดหมายจะได้ในปีหน้า ในขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจาก BEM และ CKP ปี 64 คาดจะดีขึ้น แนะนำ "ซื้อเก็งกำไร" ราคาเป้าหมาย 24 บาท



STEC กำไรจะฟื้นตัวขึ้น

บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด ให้มุมมองกับหุ้น STEC ว่า ตัวขับเคลื่อนกำไรปี 2564-65 มาจากรายได้ที่เติบโตตาม Backlog ที่มี 7.8 หมื่นล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นน่าจะผ่านจุดต่ำสุดแล้วในปี 2563 โดยงานที่ให้มาร์จิ้นสูง อย่างโรงไฟฟ้าปลวกแดงและโรงไฟฟ้าหินกอง จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ด้านสภาพคล่องไร้กังวล หลังการขายหุ้นบริษัท หมอชิตแลนด์ ซึ่งจะมีกำไรพิเศษ 130 ล้านบาท ในงวดไตรมาส 4/63 ประเมินพื้นฐานบริษัทยังคงแข็งแกร่งทั้งมูลค่างานในมือและฐานะการเงิน เชื่อราคาหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นตามผลประกอบการ ประเมินมูลค่าราคาพื้นฐาน 64 ที่ 18 บาท ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าผลกระทบต่อกำไรจากมาร์จิ้นที่มีแรงกดดันโครงการรัฐสภา จะยังกระทบผลประกอบการต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส1/64 อย่างไรก็ดีคาดผลประกอบการ STEC เห็นระดับมาร์จิ้นฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ยังประมาณการกำไรปกติของปี 64 ไว้เดิมที่ 1.3 พันล้านบาท ราคาเหมาะสมปี 2564 ที่ 22.00 บาท



ITD ภาระหนี้ยังสูง

บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองในจุดที่ ITD มีภาระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง ณ สิ้นไตรมาส 3/63 เท่ากับ 4.77 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนที่สูงเท่ากับ 2.92 เท่า เทียบกับ Debt Covenant ไม่เกิน 3 เท่า เราประเมินราคาเป้าหมายบนฐานข้อมูลของ Bloomberg เท่ากับ Forward P/BV – 1.5SD = 0.73X ได้เท่ากับ 1.6 บาท โดย ITD มี Backlog รวมประมาณ 4.04 แสนล้านบาท แต่ถ้าตัดสัมปทานโครงการท่าเรือและทางรถไฟในโมซัมบิค และทางด่วนที่ Dhaka 1.48 แสนล้านบาท จะเหลือ Backlog 2.56 แสนล้านบาท จะช่วยหนุนยอดรับรู้รายได้ของ ITD ยังอยู่ในระดับสูง แต่โครงการขนาดใหญ่หลายโครงการที่ ITD ลงทุน และได้สร้างภาระกระทบต่องบการเงินตลอดในรอบรายปีที่ผ่านมาคือ โครงการทวาย ได้ใช้เงินลงทุนไปแล้ว 7,835 ล้านบาท โครงการเหมืองแร่โปแตช 3,246 ล้านบาท และโครงการในโมซัมบิก 2,270 ล้านบาท ทำให้สร้างภาระทั้งค่าใช้จ่าย และ ภาระดอกเบี้ยหนี้เงินกู้ ผลกระทบจาก Covid-19 เราปรับประมาณการลดลงอีก คาดยอดรับรู้รายได้ในปีนี้ 52,401 ล้านบาท ลดลง 16% และคาดจะขาดทุน 1,022 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่ขาดทุน 37 ล้านบาท



UNIQ ค่าใช้จ่ายยังสูงกดดันมาร์จิ้น

บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า ปรับประมาณการปี 63 -65 ของ UNIQ ลง 29%, 21% และ 19% ตามลำดับจากรายได้จากการก่อสร้าง และอัตรากำไรที่ลดลงดังนั้นจึงปรับมูลค่าที่เหมาะสมลงจาก 7.50 บาท ลดลงแหลือ 5.10 บาท อิง PER ที่ 12 เท่าสำหรับปี 64 จากเดิมที่ 14 เท่า จึงปรับลดคำแนะนำเป็น “ถือ” มาจากการก่อสร้างที่ล่าช้า, งานโครงการภาครัฐใหม่ที่มีน้อยกว่าที่คาด และค่าใช้จ่ายที่สูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดย UNIQ รายงานผลประกอบการอ่อนแอในไตรมาส 3 เกิดจากการการที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูง และกระทบอัตรากำไรขั้นต้นกดดันผลประกอบการ เนื่องมาจากการประมูลงานที่มีการแข่งขันสูง ทั้งนี้มองว่าคาดผลประกอบการจะฟื้นตัวขึ้นในไตรมาส 4 และจะฟื้นตัวอย่างมีนัยยะสำคัญในปี 64 จากการขยายตัวของงานในมือของ UNIQ ปัจจุบันที่ 2.42 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าบริษัทจะชนะประมูลงานเพิ่มได้ในหลายโครงการในไตรมาส 4/63 จนปี 64 โดยมีงานต่างๆ อาทิเช่น รถไฟฟ้า MRT สายสีส้มตะวันตกและสายสีม่วงตลอดจนรถไฟรางคู่



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่

Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
ทิปโก้ ครบรอบ 50 ปี เดินเกมรุกตลาดสุขภาพ ยกระดับ 5 สมุนไพรไทย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมาตรฐานสากล
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us