Official Update :

ทะเลจีนตะวันออกเดือด! จีน “ล็อกเรดาร์” เครื่องบินญี่ปุ่น ซ้ำความตึงเครียดระหว่างประเทศ ลุ้นดันราคาทองคำพุ่งในฐานะ “Safe Haven”

เครื่องบินจีนล็อกเรดาร์เล็งเครื่องบินญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 6–7 ธันวาคม 2025 กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นและกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศ (Japan Air Self-Defense Force – JASDF) รายงานว่า เครื่องบินรบของจีนได้ใช้เรดาร์ควบคุมการยิง (fire-control radar) เล็งไปยังเครื่องบินรบของญี่ปุ่น ระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่ในน่านฟ้าเหนือทะเลระหว่างโอกินาวะ (Okinawa) และบริเวณช่องแคบใกล้มิยาโกะ (Miyako Strait) ซึ่งญี่ปุ่นระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นการกระทำที่ “อันตรายเกินความจำเป็น” (dangerously excessive) และได้ยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลจีนแล้ว


รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นระบุว่า การล็อกเรดาร์ลักษณะนี้ ถือเป็นภัยต่อความปลอดภัยของการบิน และไม่เหมาะสมกับปฏิบัติการในน่านฟ้าที่ควรปลอดภัยต่อทุกฝ่าย ญี่ปุ่นย้ำว่าจะติดตามความเคลื่อนไหวของกองกำลังจีนอย่างใกล้ชิด พร้อมเรียกร้องให้จีนหยุดพฤติกรรมที่เสี่ยงอันตราย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ


ฝั่งจีนตอบโต้ทันที โดยโฆษกกองทัพเรือระบุว่า การบินและการฝึกซ้อมของจีนเป็นเพียงการฝึกตามปกติ และกล่าวว่าญี่ปุ่นเป็นฝ่ายที่เข้าใกล้และรบกวนการฝึกเอง จีนจึงยื่นคำประท้วงกลับ (counter-protest) พร้อมยืนยันว่าข้อกล่าวหาของญี่ปุ่นไม่เป็นความจริง และเป็นการดำเนินการทางการเมืองมากกว่าประเด็นทางทหาร


เหตุการณ์นี้ยังถือเป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นเปิดเผยต่อสาธารณะว่าจีนได้ล็อกเป้าหมายเครื่องบินของญี่ปุ่น ทำให้หลายฝ่ายมองว่า ความตึงเครียดอาจขยายจาก “ข้อพิพาททางทะเล” ไปสู่ “ความเสี่ยงทางอากาศ” และมีโอกาสนำไปสู่การปะทะทางทหารจริง (air-to-air) หากเกิดความเข้าใจผิดหรือเหตุการณ์มีความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง


ทำไม “ล็อกเรดาร์” เป็นสัญญาณอันตราย

การล็อกเรดาร์ควบคุมการยิง คือขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะยิงไปที่เป้าหมาย ซึ่งเมื่อเป้าหมายถูกล็อก เรดาร์จะติดตามเป้าหมายอย่างละเอียด ทำให้ฝ่ายที่ถูกล็อกมักต้องเร่งหลบหลีก เพราะถือว่าเป็นสัญญาณคุกคามขั้นสูง


ความอันตรายคือ ถ้ามีการเข้าใจผิด เช่น นักบินตีความผิด การสื่อสารคลาดเคลื่อน หรือบินใกล้กันเกินไป การล็อกแบบนี้อาจถูกมองว่าเป็นการเริ่มโจมตีจริงได้


นั่นหมายความว่าความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ก็อาจนำไปสู่การยิงกันจริงๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายมีข้อพิพาทหรืออ้างสิทธิ์ทับซ้อน


ด้วยเหตุนี้ เหตุการณ์วันที่ 6–7 ธันวาคม 2025 จึงถูกประเมินว่าเป็นสัญญาณเตือนที่รุนแรง ไม่ใช่แค่ปฏิบัติการลาดตระเวนหรือการฝึกบินตามปกติอีกต่อไป


โอกาสสำหรับสินทรัพย์ปลอดภัย

ในช่วงที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้นแบบฉับพลันเช่นนี้ นักลงทุนทั่วโลกมักมองหาสินทรัพย์ปลอดภัย หรือ safe-haven assets และหนึ่งในตัวเลือกหลักก็คือ ทองคำ (gold bullion)


โดยรายงานหลายแห่งระบุว่า การใช้เรดาร์ควบคุมการยิง (fire-control radar) ถือเป็นสัญญาณว่ามีความเสี่ยงต่อการปะทะจริงสูงขึ้น ซึ่งมักทำให้นักลงทุนแห่เข้าซื้อทองคำ เพราะทองถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ดี


บทวิเคราะห์ตลาดโลหะมีค่าในปี 2025 มากมายก็ชี้ว่า ความไม่แน่นอนทั่วโลก ประกอบกับการซื้อทองคำของธนาคารกลาง และการถือครองเพิ่มขึ้นจากกองทุนสถาบัน ยังคงเป็นแรงสนับสนุนให้ทองคำมีบทบาทเป็น safe haven ที่แข็งแกร่ง


ดังนั้น เหตุการณ์ล่าสุดระหว่างจีน–ญี่ปุ่น โดยเฉพาะการล็อกเรดาร์ จึงมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งแรงหนุนให้ทองคำมีความต้องการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากนักลงทุนที่ต้องการเพิ่มระดับความปลอดภัยของพอร์ตลงทุน


อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นจะคลี่คลายลงหรือรุนแรงขึ้น ก็คาดว่าราคาทองคำยังมีแรงสนับสนุนซื้อจากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงขายดอลลาร์และสะสมทอง (De-dollarization) อย่างต่อเนื่อง เพียงแค่หากสถานการณ์ระหว่างจีน-ญี่ปุ่นมีความรุนแรง ก็อาจทำให้ราคาทองคำพุ่งเร็วขึ้น