สำรวจกลยุทธ์ “POWER4” ขับเคลื่อนธุรกิจ EGCO Group ภายใต้การนำของ “ธวัชชัย สำราญวานิช”
หลายครั้งการเปลี่ยนผู้บริหารมักทำให้ทิศทางการดำเนินธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป แต่สำหรับ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ที่อยู่ภายใต้การกุมบังเหียนของ “ธวัชชัย สำราญวานิช” ที่เข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ไม่ได้ทำให้เป้าหมายของ EGCO Group เปลี่ยนไป แต่เป็นการตอกย้ำ พร้อมต่อยอดกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตในยุคเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ
EGCO Group เป็นหนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยปัจจุบันมีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวมทั้งสิ้น 6,836 เมกะวัตต์ กระจายการลงทุนอยู่ใน 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป. ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา
โดยประมาณ 22% ของกำลังผลิตทั้งหมด หรือคิดเป็นกำลังผลิตราว 1,538 เมกะวัตต์ มาจากพลังงานหมุนเวียน ทั้งจากชีวมวล พลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมทั้งบนบกและนอกชายฝั่ง เซลล์เชื้อเพลิง ตลอดจนระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่
โครงสร้างพอร์ตการลงทุนดังกล่าวสะท้อนแนวคิดการดำเนินธุรกิจของ EGCO Group ที่มุ่งรักษาสมดุลระหว่าง “การสร้างการเติบโต” และ “การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด” โดยยังคงให้ความสำคัญกับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่มีบทบาทสำคัญในช่วงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อสนับสนุนการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนในระยะยาว เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและนโยบายพลังงานของหลายประเทศทั่วโลก
ภายใต้การนำของคุณธวัชชัย EGCO Group ได้ประกาศแผนธุรกิจปี 2569 พร้อมชูกลยุทธ์อย่าง “POWER4” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความท้าทายของอุตสาหกรรมพลังงานในทุกมิติ โดยมุ่งเน้นทั้งการสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่ง การขยายการลงทุนอย่างมีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนในระยะยาว
กลยุทธ์ POWER4 ประกอบด้วย 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ Profitability and Performance Energizing เพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้และผลกำไรให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะดำเนินการควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน เพื่อดูแลอัตราส่วนหนี้สินและรักษาอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัท ตลอดจนให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ถือหุ้นด้วยนโยบายการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ
Power and Energy-related Focus เน้นลงทุนในธุรกิจไฟฟ้า ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ในรูปแบบของการควบรวมกิจการ (M&A) และการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ (Greenfield) รวมถึงการต่อยอดไปสู่ธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ซัพพลายเชนไฮโดรเจน, Solar Private PPA และการให้บริการไฟฟ้าและพลังงานแก่ธุรกิจ Data Center เป็นต้น โดยยังคงเน้นขยายการลงทุนในทั้งในประเทศไทยและอีก 6 ประเทศที่มีฐานธุรกิจอยู่แล้ว
Portfolio Optimization บริหารจัดการพอร์ตการลงทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านกระบวนการลดต้นทุน การผนึกพลังเชิงกลยุทธ์ของบริษัทภายในกลุ่ม (Strategic Synergy) และการบริหารสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ (Asset Recycling) โดยนำเงินที่ได้จากการขายสินทรัพย์ไปลงทุนใหม่ โดยเฉพาะการเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตในตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานธุรกิจสำคัญของ EGCO Group
สุดท้าย Proactive Organization Excellence สร้างองค์กรแห่งความเป็นเลิศเชิงรุก ด้วยการปรับโครงสร้างองค์กร พัฒนาทักษะและศักยภาพบุคลากร รวมถึงการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกระบวนการดำเนินงานเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าและการบริหารจัดการในระยะยาว
ในด้านการลงทุน EGCO Group เตรียมงบลงทุนในปี 2569 ไว้ราว 30,000 ล้านบาท เพื่อแสวงหาโอกาสขยายการลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติคุณภาพสูงและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ทั้งในรูปแบบ M&A และ Greenfield โดยจะเน้นประเทศที่บริษัทมีฐานธุรกิจและพันธมิตรเดิมอยู่แล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านการลงทุนและเพิ่มโอกาสในการรับรู้รายได้อย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน EGCO Group ยังมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในปีหน้า จากการรับรู้รายได้เต็มปีของโครงการที่เข้าไปลงทุนก่อนหน้านี้ เช่น โรงไฟฟ้า Quezon ในฟิลิปปินส์ ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าฉบับใหม่ 400 เมกะวัตต์ รวมถึงโครงการในสหรัฐอเมริกา เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า Pinnacle II กำลังผลิตรวม 251 เมกะวัตต์ และการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในโรงไฟฟ้า Linden Cogen เป็น 38% โดยโรงไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจ Data Center และ AI
นอกจากนี้ EGCO Group ยังมีโอกาสขยายการลงทุนผ่าน CDI Group บริษัทให้บริการครบวงจรด้านโครงสร้างพื้นฐานในอินโดนีเซีย และโครงการ RE Biglot รอบที่ 2 ในไทย ซึ่งโครงการของ EGCO Group ผ่านการคัดเลือกจำนวน 11 โครงการ กำลังผลิต 448 เมกะวัตต์ รวมถึงมีการศึกษาความเป็นไปได้ของนโยบาย Direct PPA เพื่อผลิตไฟฟ้าให้ธุรกิจ Data Center ในไทยอีกด้วย
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกเน้นย้ำ คือ การเดินหน้าสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม โดย EGCO Group ได้วางเป้าหมาย3 ระยะ อย่างชัดเจน โดยเริ่มจากเป้าหมายระยะสั้น ในปี 2030 ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% ของกำลังผลิตรวม และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยการผลิต 10% ผ่านแผนการดำเนินงานต่าง ๆ ได้แก่ นำไฮโดรเจนและแอมโมเนียมาเป็นเชื้อเพลงผสมในโรงไฟฟ้า, ศึกษาและแสวงหาโอกาสลงทุนในเทคโนโลยีไฮโดรเจนตลอดห่วงโซ่อุปทาน, แสวงหาโอกาสลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน และศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS)
ถัดมาเป้าหมายระยะกลาง ภายในปี 2040 บริษัทตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ผ่านการลงทุนในพลังงานสะอาด โดยเฉพาะเทคโนโลยีไฮโดรเจน และการขยายการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCUSในโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องอยู่แล้ว ก่อนจะมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาว ภายในปี 2050 คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ด้วยการปรับพอร์ตการลงทุนทั้งหมดให้เป็นพลังงานสะอาด 100%
จากภาพรวมทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า การเข้ารับตำแหน่งของคุณธวัชชัย สำราญวานิช ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านผู้นำในเชิงโครงสร้างเท่านั้น แต่เป็นการตอกย้ำทิศทางการดำเนินธุรกิจของ EGCO Group ให้เข้มข้นมากขึ้น พร้อมรับความท้าทายจากเศรษฐกิจและความผันผวนของอุตสาหกรรมพลังงานโลกอย่างรอบด้าน

