เสียงไม่แตก “ทุกฝ่ายมองความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย ต้องแก้ไขที่การกำกับดูแล"
“ปัญหาเกิดแทบจะรายเดือน แต่เอาผิดไม่เคยได้”
“หน่วยงานกำกับดูแลไม่ได้ดำเนินการตามบทบาทหน้าที่”
“ตลาดหุ้นไทยผลตอบแทนแย่ที่สุดในภูมิภาคต่อเนื่อง หรือปัญหาจะไม่ได้เป็นที่เศรษฐกิจโลก แต่เป็นที่ความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทยเอง?”
และนั่นคือส่วนหนึ่งของความเห็นจากเวที The Standard Debate ECONOMIC BATTLE ที่ Wealthy Thai รวบรวมมา เฉพาะเจาะจงประเด็นเกี่ยวกับเรื่องตลาดเงินตลาดทุนในประเทศไทย
อีเวนต์สำคัญช่วงต้นปี 2569 ที่ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจต่างจับตาอย่างใกล้ชิด หนีไม่พ้น “การเลือกตั้ง” ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเปราะบาง และความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่ในการเข้ามาขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยแต่ละพรรคการเมืองต่างทยอยนำเสนอนโยบายด้านเศรษฐกิจออกมาประชันกันอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนโยบายที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนแล้ว นโยบายที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนก็เป็นอีกประเด็นสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะการฟื้นตืนความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับคืนสู่ตลาดหุ้นไทย
ซึ่งในเวที The Standard Debate ECONOMIC BATTLE ศึกทางออกเศรษฐกิจไทย | POLICY BATTLE ศึกดวลนโยบาย คุณซีเค เจิง CEO of Fastwork หนึ่งใน Special Guests ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจ
โดย คุณซีเค เจิง ได้ชี้ให้เห็นความแตกต่างที่น่าตกใจระหว่างผลตอบแทนของตลาดหุ้นโลกกับตลาดหุ้นไทย โดยระบุว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ดัชนี S&P500 ของสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนสูง 86% ในขณะที่ SET100 ของตลาดหุ้นไทยกลับให้ผลตอบแทนติดลบถึง 19% ปัญหาใหญ่ที่พบคือไทยขาดอุตสาหกรรมใหม่ๆ และที่สำคัญที่สุดคือ "การเอาคนผิดเข้าคุกไม่ได้"
แม้จะมีคดีหุ้นปั่น การโกงเงินนักลงทุน หรือการทุจริต และภายในประเทศไทยยังมีบริษัทตรวจสอบบัญชีระดับโลก (Big 4) ที่ให้การตรวจสอบดูแลอยู่ แต่คนทำผิดกลับไม่ได้รับโทษ จนทำให้ดูเหมือนว่า "คุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้น" จึงตั้งคำถามว่าจะมีมาตรการอย่างไรในการนำคนผิดเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายและจะสร้างความมั่นใจในเรื่องนี้อย่างไร
ขณะเดียวกัน คุณศิริกัญญา ตันสกุล ตัวแทนจากพรรคประชาชน ได้ตอบคำถามในประเด็นนี้ว่า หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาคือการปฏิรูปหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น สำนักงาน กขค., กกพ., กสทช. และสำนักงาน ก.ล.ต. ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ รวมถึงการยกระดับธรรมาภิบาลในตลาดหุ้นไทย
คุณศิริกัญญากล่าวว่า หากฝ่ายนโยบายมีความจริงจังมากพอ จะสามารถกดดันให้สำนักงาน ก.ล.ต. ทำหน้าที่ได้อย่างเข้มแข็ง พร้อมระบุว่า หากหน่วยงานกำกับดูแลยังไม่ดำเนินการตามบทบาท พรรคประชาชนพร้อมเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน เนื่องจากมองว่าธรรมาภิบาลในตลาดทุนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นและผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาเติบโตอีกครั้ง โดยยกตัวอย่างกรณีประเทศเกาหลีใต้ที่สามารถปฏิรูปธรรมาภิบาลในตลาดหุ้นจนดัชนีตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 70% ซึ่งมองว่าแนวทางดังกล่าวเป็นหนึ่งในทางออกสำคัญ ควบคู่ไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ว่า ใครจะชนะ แต่คือ ประเทศจะถูกเปลี่ยนทิศทางอย่างไร โดยเฉพาะในวันที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง และตลาดหุ้นไทยยังไม่สามารถฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้
เมื่อผลตอบแทนตลาดหุ้นโลกพุ่งแรง แต่ตลาดหุ้นไทยกลับถดถอยต่อเนื่อง คำถามที่สังคมควรตั้งคือ ปัญหาอยู่ที่วัฏจักรเศรษฐกิจจริง หรืออยู่ที่โครงสร้างและธรรมาภิบาลของระบบเอง หากมีคดีโกงหุ้น ปั่นหุ้น และทุจริตซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ผู้กระทำผิดกลับไม่ต้องรับโทษอย่างจริงจัง เรากำลังส่งสัญญาณอะไรให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และตลาดหุ้นไทยยังเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับเงินลงทุนหรือไม่
อีกคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ หน่วยงานกำกับดูแลทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งเพียงพอแล้วหรือยัง และหากยังไม่เพียงพอ กลไกทางการเมืองจะสามารถปฏิรูปและกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่ เพราะตลาดหุ้นที่ขาดธรรมาภิบาล ย่อมไม่อาจเป็นฐานรากของการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวได้
