เปิดมุมมองนักวิเคราะห์ต่อกลุ่มแบงก์ หลังธปท. ลดเงินนำส่ง FIDF เหลือ 0.32%
ถือเป็นข่าวดีของลูกหนี้ เมื่อการลดเงินนำส่งเข้าสู่กองทุนฟื้นฟูของ ธปท. ถูกนำมาใช้เป็นกลไกเติมสภาพคล่องให้ระบบการเงิน เปิดทางให้ทรัพยากรถูกส่งต่อไปพยุงภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ยังเผชิญแรงกดดันจากรายได้และต้นทุน ขณะที่กลุ่มธนาคารถูกจับตาว่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไรต่อประเด็นนี้
ทั้งนี้ บทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 51/2568 ปรับลดอัตราเงินนำส่งของสถาบันการเงินเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จากเดิมร้อยละ 0.46 ต่อปี เหลือร้อยละ 0.32 ต่อปี โดยมีผลบังคับใช้จนถึงสิ้นปี 2569
ธปท. ระบุว่า การปรับลดอัตราเงินนำส่งดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และช่วยลดภาระต้นทุนของสถาบันการเงินในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การชะลอตัวของอุปสงค์ภายนอกประเทศ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อรูปแบบการแข่งขันของภาคการเงิน
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านรายได้ ต้นทุน และสภาพคล่อง ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านเครดิตยังอยู่ในระดับที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ประกอบกับสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศ ซึ่งกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและประชาชนบางส่วน
ธปท. เห็นว่าการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ จะช่วยเสริมสภาพคล่องให้ระบบสถาบันการเงิน และเปิดโอกาสให้สถาบันการเงินสามารถนำทรัพยากรไปสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ดูแลผู้ประกอบการ และประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินในระยะยาว
ทั้งนี้ บล.กรุงศรี มีมุมมอง “Neutral” ต่อกลุ่ม Bank ต่อข่าว ธปท. ลดเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เหลือ 0.32% ถึงสิ้นปี 2569 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม
เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ยังคงนำส่ง FIDF ให้ ธปท. ในอัตราเดิมที่ 0.46% ขณะที่ ธปท. นำส่งเข้า FIDF ที่ 0.32% ส่วนต่างดังกล่าว ธปท. จะนำมาใช้สนับสนุนมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ดังนั้น คาดว่า ธปท. จะมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569
โดยคงน้ำหนักการลงทุนเป็น “Neutral” สำหรับกลุ่มธนาคาร และคง KBANK (แนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 205.00 บาท) และ KTB (แนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 30.00 บาท) เป็น Top Pick
ทั้งนี้ บทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 51/2568 ปรับลดอัตราเงินนำส่งของสถาบันการเงินเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จากเดิมร้อยละ 0.46 ต่อปี เหลือร้อยละ 0.32 ต่อปี โดยมีผลบังคับใช้จนถึงสิ้นปี 2569
ธปท. ระบุว่า การปรับลดอัตราเงินนำส่งดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และช่วยลดภาระต้นทุนของสถาบันการเงินในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การชะลอตัวของอุปสงค์ภายนอกประเทศ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อรูปแบบการแข่งขันของภาคการเงิน
ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านรายได้ ต้นทุน และสภาพคล่อง ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านเครดิตยังอยู่ในระดับที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ประกอบกับสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศ ซึ่งกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและประชาชนบางส่วน
ธปท. เห็นว่าการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ จะช่วยเสริมสภาพคล่องให้ระบบสถาบันการเงิน และเปิดโอกาสให้สถาบันการเงินสามารถนำทรัพยากรไปสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ดูแลผู้ประกอบการ และประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินในระยะยาว
ทั้งนี้ บล.กรุงศรี มีมุมมอง “Neutral” ต่อกลุ่ม Bank ต่อข่าว ธปท. ลดเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เหลือ 0.32% ถึงสิ้นปี 2569 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม
เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ยังคงนำส่ง FIDF ให้ ธปท. ในอัตราเดิมที่ 0.46% ขณะที่ ธปท. นำส่งเข้า FIDF ที่ 0.32% ส่วนต่างดังกล่าว ธปท. จะนำมาใช้สนับสนุนมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ดังนั้น คาดว่า ธปท. จะมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569
โดยคงน้ำหนักการลงทุนเป็น “Neutral” สำหรับกลุ่มธนาคาร และคง KBANK (แนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 205.00 บาท) และ KTB (แนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย 30.00 บาท) เป็น Top Pick

Most Viewed
Sustainability
“การปรับปรุงหลักเกณฑ์” ครั้งนี้… ช่วยเพิ่ม “ขีดความสามารถทางการแข่งขัน” ให้ภาคธุรกิจไทย !!!
เมื่อ 16 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“M-MIDSMALL-A” เฟ้นหุ้นไทย “ไซส์กลาง-เล็ก”... ตอบโจทย์ “ความมั่งคั่ง” ระยะยาว !!!
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Wealth EZ
“บริหารเงินก้อน” ยามเกษียณอย่างไรดี?
เมื่อ อีก 7 ชั่วโมง
Where to put your money
“หุ้นกู้มีปัญหา” 9M26 สุทธิอยู่ที่ 6.6 พันลบ. ไตรมาส4/26 มี “หุ้นกู้ระยะยาว” ครบกำหนด 1.7 แสนลบ. เป็น “High Yield” เพียง 7% เท่านั้น !!!
เมื่อ 7 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
13 “บลจ.” ปันผลคืนแม่ 1H26 กว่า 5.9 พันลบ. เพิ่มขึ้น +8.55%... 6 “แบงก์แม่” ยิ้มรับปันผลไป 4.2 พันลบ. คิดเป็น 71% ของปันผลทั้งระบบ พบมี 11 “บลจ.” ยัง “ขาดทุนสะสม” อยู่ !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us
News Update
Wealth EZ
“บริหารเงินก้อน” ยามเกษียณอย่างไรดี?
