Official Update :

ดอลลาร์ทรุด เงินบาทแข็งสุดรอบ 5 ปี ชี้เป้าหุ้นโรงไฟฟ้า–สายการบิน-Blue Chip เด่น ระวังส่งออก–ลงทุนตปท. เสี่ยง Currency Risk

สถานการณ์ค่าเงินโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสัปดาห์นี้ เมื่อดัชนีเงินดอลลาร์ (Dollar Index หรือ DXY) ร่วงลงไปต่ำกว่า 96 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบหลายปี โดยปัจจัยหลักมาจากการที่ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะยังคงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย


ประกอบกับกระแสการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ (De-dollarization) ที่รุนแรงขึ้นจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทะลุแนวต้านสำคัญลงมาเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 31.02 – 31.10 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับที่แข็งค่าที่สุดในรอบเกือบ 5 ปี


การแข็งค่าอย่างรวดเร็วนี้ถือเป็นโจทย์หินของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะในด้านหนึ่ง เงินบาทที่แข็งค่าจะช่วยลดภาระราคาสินค้านำเข้าและสกัดเงินเฟ้อ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ทำลายความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกอย่างรุนแรง ทำให้ ธปท. ตกอยู่ในที่นั่งลำบากว่าจะเลือกเข้าแทรกแซงเพื่อช่วยผู้ส่งออก หรือจะปล่อยให้บาทแข็งต่อไปจนอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม


เงินบาทจะแข็งค่าไปมากกว่านี้หรือไม่
?

จากข้อมูลล่าสุดในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 มุมมองจากสถาบันการเงินและหน่วยงานภาครัฐส่วนใหญ่ยังคงมองว่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง

  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY คาดการณ์ว่าเงินบาทในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 31.10 – 31.30 บาทต่อดอลลาร์ (ตามรายงานวันที่ 27 ม.ค.) โดยมองว่าเงินดอลลาร์จะยังอ่อนค่าต่อเนื่องตราบใดที่ Fed ยังไม่มีท่าทีจะปรับขึ้นดอกเบี้ย

  • สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ปรับประมาณการค่าเงินบาทปี 2569 ใหม่ โดยมองค่าเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 31.80 บาทต่อดอลลาร์ แต่อาจมีบางช่วงที่แข็งค่าไปแตะระดับ 31.30 บาท จากแรงหนุนของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นและพันธบัตรไทยอย่างมหาศาล

  • ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ระบุว่าความตึงเครียดทางการค้าเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้โลกถอยห่างจากดอลลาร์ และกลายเป็นแรงหนุนให้ค่าเงินในภูมิภาค รวมถึงเงินบาท แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


หุ้นกลุ่มไหนจะ "รุ่ง" หรือ "ร่วง" เมื่อบาทแข็งค่า
?

กลุ่มที่ได้รับประโยชน์ 

จากรายงานของ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า หุ้นกลุ่มที่มีโอกาสรับประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาทได้แก่

  • กลุ่มโรงไฟฟ้าและสายการบิน: เช่น GULF, BGRIM, EGCO, PTT, AAV, และ BA ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสได้ประโยชน์สูงสุด เพราะบริษัทเหล่านี้มีหนี้เป็นสกุลเงินดอลลาร์จำนวนมาก เมื่อบาทแข็งค่า ภาระหนี้และดอกเบี้ยเมื่อแปลงเป็นเงินบาทจะลดลงทันที นอกจากนี้ยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เช่น ค่าเชื้อเพลิงที่ต้องจ่ายเป็นดอลลาร์ด้วย

  • กลุ่มผู้นำเข้าสินค้า: เช่น TFG และ TVO จะได้รับอานิสงส์จากต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศที่ถูกลง ซึ่งส่งผลดีต่ออัตรากำไร

  • กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ (Blue Chip): หากเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่อง หุ้นกลุ่มธนาคารและค้าปลีก เช่น KBANK, SCB, SCC, CPALL และ ADVANC มักเป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติ เพราะจะได้กำไร ทั้งจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นและกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน


กลุ่มที่ต้องระวัง 

แม้จะไม่มีการชี้เป้าหุ้นรายตัวชัดเจน แต่นักวิเคราะห์หลายแห่งเห็นตรงกันเกี่ยวกับกลุ่มที่ควรระวัง ได้แก่

  • ธุรกิจที่เน้นการส่งออก: เงินบาทที่แข็งค่าทำให้สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และกำไรเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาท

  • หุ้นที่มีการลงทุนในต่างประเทศ: บริษัทไทยที่มีโครงการหรือลงทุนในต่างประเทศจำนวนมาก อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Risk) เมื่อบันทึกมูลค่าสินทรัพย์หรือกำไรกลับมาเป็นสกุลเงินบาท ซึ่งอาจส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้

สรุป

โดยสรุปแล้ว หากดัชนีเงินดอลลาร์ยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันต่ำกว่า 96 จุด นักวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุนเน้นเก็งกำไรระยะสั้นในหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากบาทแข็งและหุ้นขนาดใหญ่เป็นหลัก ทั้งนี้นักลงทุนควรติดตามค่าเงินอย่างใกล้ชิด เพราะในปัจจุบันปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยนมีผลต่อผลตอบแทนรวมมากกว่าผลการดำเนินงานของตลาดเพียงอย่างเดียว