Official Update :

SAMART กางโรดแมปปี 2569 ตั้งเป้ารายได้ 1.4 หมื่นลบ. โต 30% เล็ง M&A -ประมูลงานใหม่ 3 หมื่นลบ. มั่นใจผลประกอบการดีที่สุดในรอบ 10 ปี

SAMART เปิดกลยุทธ์ปี 2569 ตั้งเป้ารายได้แตะ 14,000 ล้านบาท เติบโต 30% จากปีก่อน รับทุกกลุ่มธุรกิจฟื้นตัว พร้อมดันกำไรขยายตัวไม่ต่ำกว่า 75% เดินหน้าประมูลงานใหม่มูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท หนุนงานในมือทะลุ 20,000 ล้านบาท แย้มแผน ลงทุน M&A–JV เสริมพอร์ตธุรกิจ และเตรียมปรับโครงสร้างองค์กรครึ่งปีหลัง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว


นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART เปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ที่ 14,000 ล้านบาท เติบโต 30% จากปีก่อน และจะสร้างกำไรให้เติบโตไม่ต่ำกว่า 75% จากปีก่อนหน้า จากการวางแผนเข้าร่วมประมูลงานหลักรวมมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าสิ้นปีนี้จะมีงานในมือทะลุ 20,000 ล้านบาท โดยมั่นใจว่าทั้งรายได้และกำไรปี 2569 ของกลุ่มจะดีที่สุดในรอบ 10 ปี


โดยบริษัทเห็นสัญญาณบวกจากธุรกิจหลักในเครือ ทั้งการรับรู้รายได้จากงานในมือ การเติบโตของโครงการใหม่ และการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง สำหรับธุรกิจ Digital ICT Solutions นำโดย บมจ.สามารถเทลคอม ปัจจุบันมีงานในมือรวมกว่า 6,500 ล้านบาท และตั้งเป้ารายได้ในปีนี้ไว้ที่ 6,500 ล้านบาท หรือเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% โดยมุ่งเน้นการพัฒนาและผลักดันโครงการขนาดใหญ่ผ่านการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ อาทิ โซลูชั่นด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีด้านการป้องกันภัย และการให้บริการระบบหลักขององค์กรแบบระยะยาว ควบคู่การสร้างรายได้ประจำ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความมั่นคงทางธุรกิจ


ขณะเดียวกันบริษัทยังเดินหน้าพัฒนาโซลูชั่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ AI, Anti-Drone และ Quantum-safe Technology พร้อมต่อยอดจากฐานลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจในการดูแลระบบหลักขององค์กร เช่น GHB system ระบบ Core Bank ของธนาคารออาคารสงเคราะห์,  ระบบคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปสำหรับธุรกิจหลักของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และระบบสารสนเทศของกรมที่ดิน รวมถึงการวางแผนพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในรูปแบบ Public Outsourcing Services เพื่อสร้างรายได้ประจำที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว


ส่วนธุรกิจ Utilities & Transportations นำโดย บมจ.สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่น Backlog สิ้นปี 2568 มีมูลค่ามากกว่า 8,700 ล้านบาท โดยปีนี้ตั้งเป้ารายได้ทั้งกลุ่มที่ 6,800 ล้านบาท โดยเป็นของ บมจ.สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่น หรือ SAV ประมาณ 2,600 ล้านบาท เติบโตขึ้น 30% ด้วยโอกาสทางธุรกิจหลายด้าน โดยเฉพาะจากการเข้าประมูลโครงการ จำนวน 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2,300 ล้านบาท ควบคู่กับรายได้จากบริการ Overflight ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องตามปริมาณการบินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการเดินทางระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางจากเวียดนามและจีน


อีกทั้งแผนการเปิดสนามบินแห่งใหม่ในนครโฮจิมินห์ยังช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตของธุรกิจในระยะกลางถึงยาวนอกจากนี้ SAV ยังมุ่งพัฒนาและปรับปรุงระบบด้านการบิน ซึ่งช่วยเสริมความมั่นคงและการกระจายที่มาของรายได้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้เพียงช่องทางเดียว ส่วนบริษัท เทด้า (TEDA) จะทยอยรับรู้งานโครงการจาก Backlog มูลค่ากว่า 3,800 ล้านบาท ตั้งเป้ารายได้ที่ 2,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 40%


ขณะที่ธุรกิจ Digital Communications นำโดย บมจ.สามารถดิจิตอล ตั้งเป้ารายได้ ที่ 900 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนมากกว่า 57%  โดยมีแนวโน้มเติบโตจากการรับรู้รายได้ของโครงข่าย Trunk ซึ่งเป็นรายได้ในรูปแบบ Air-time รวมถึงการส่งมอบอุปกรณ์เพิ่มเติมในช่วงไตรมาสแรกของปี


ในส่วนของงบลงทุนปี 2569 บริษัทวางไว้ราว 1,000 ล้านบาท เพื่อใช้ขยายการเติบโตผ่านการควบรวมกิจการ (M&A) และการร่วมทุน (Joint Venture) โดยเน้นธุรกิจในกลุ่มพลังงาน ไอที และโครงการที่เกี่ยวข้องกับสนามบิน ซึ่งงบลงทุนจะขึ้นอยู่กับโอกาสและรูปแบบการลงทุน โดยคาดว่าภายในไตรมาส 1/69 จะเห็นความชัดเจนประมาณ 1-2 ดีล


นอกจากนี้ ในปี 2569 บริษัทจะเสนอขายหุ้นกู้ระยะยาว อายุ 3 ปี ดอกเบี้ย 5.10% แก่ผู้ลงทุนสถาบัน/ผู้ลงทุนรายใหญ่ เพื่อนำเงินไปใช้ชำระคืนหนี้จากการออกตราสารหนี้ (roll-over) จำนวน 406.40 ล้านบาท และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น จำนวน 443.60 ล้านบาท โดยจะเสนอขายระหว่างวันที่ 3-5 ก.พ. 69 และมีอันดับความน่าเชื่อถือผู้ออกหุ้นกู้ BBB+


“แม้ในปีที่ผ่านมาภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศจะชะลอตัว การเมืองขาดเสถียรภาพ แต่ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาของเรายังอยู่ในระดับที่ดี คาดว่าจะมีรายได้รวมที่เติบโตขึ้นกว่าปีที่แล้ว ส่วนปีนี้คาดว่าจะเป็นอีกปีที่ดีมากของบริษัท ทั้งการสร้างงานใหม่ การเพิ่มรายได้ และการเติบโตของกำไร ด้วยการเดินเกมรุกธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนอกจากเราจะให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) แล้ว เรายังเตรียมปรับโครงสร้างธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งขององค์กร และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาวด้วย” นายวัฒน์ชัย กล่าวทิ้งท้าย