JSP เปิดเกมรุกปี 2569 ตั้งเป้าหมายรายได้โต 10% ปักธงปี 72 ดัน “GWM” เข้าจดทะเบียน mai ลุยเจาะตลาดรังนก ดึง “กรรชัย” เป็นพรีเซนเตอร์

แม้ภาวะเศรษฐกิจยังชะลอตัว แต่ธุรกิจสุขภาพยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตสวนกระแส บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP เดินหน้าวางกลยุทธ์ขยายธุรกิจ Wellness อย่างจริงจัง ผ่านการควบรวมกิจการและร่วมทุน เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว ควบคู่ไปกับการพัฒนาแบรนด์และผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อผลักดันรายได้ปี 2569 เติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้


ดร.สิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมเติบโต 10% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการพัฒนาแบรนด์และผลิตภัณฑ์ใหม่ การจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ที่คาดจะเห็นการเติบโต 2 เท่าจากฐานเดิมในปีที่ผ่านมา และการเติบโตจากปัจจันภายนอก (Inorganic Growth)


สำหรับการเติบโตแบบ Inorganic Growth บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณางบลงทุนและรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งการควบรวมกิจการหรือเข้าซื้อกิจการ (M&A) และการร่วมทุน (Joint Ventures) โดยเน้นลงทุนในธุรกิจกลุ่ม Wellness ที่ครอบคลุมทั้งยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง สมุนไพร และเครื่องมือทางการแพทย์ เพื่อดูแลสุขภาพกายและใจของทั้งคน สัตว์ และพืช เนื่องจากมองว่า Wellness เป็นธุรกิจที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว


“บริษัทการสร้างลักษณะเป็น "ยานแม่ลำเล็ก" เพื่อรองรับธุรกิจใหม่ๆ โดย JSP วางเกณฑ์ในการทำ M&A ไว้ว่าต้องเป็น Strategic Partner ที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน และบริษัทที่เข้าลงทุนต้องมีความพร้อมที่จะ Spin-off เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVE Exchange) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในอนาคต โดยคาดว่าปี 2569 จะเห็นความชัดเจนจำนวน 2 ดีล” ดร.สิทธิชัย


ปัจจุบันสถานะทางการเงินของบริษัทยังแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ประมาณ 0.7 เท่า ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำและเอื้อต่อการระดมทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินต่างๆ เพื่อขยายธุรกิจเพิ่มเติมในอนาคต ทั้งนี้ แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจภาพในประเทศจะชะลอตัว แต่บริษัทมองว่าเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าซื้อกิจการที่ยังมีศักยภาพแต่อาจขาดสภสพคล่อง


ส่วนความคืบหน้าของบริษัท เกรซ วอเทอร์ เมด จำกัด (GWM) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำยาสำหรับผู้ป่วยฟอกไต รวมถึงนำเข้า – ส่งออกเครื่องมือแพทย์และเวชภัณฑ์ บริษัทมีแผนจะขยายไปสู่คลินิกและศูนย์ฟอกไต โดยวางเป้าหมายนำ GWM เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai คาดจะยื่นไฟลิ่งได้ในปี 2571 และสามารถเข้า IPO ในปี 2572


ขณะที่ธุรกิจตู้จำหน่ายยาอัตโนมัติเมดิส ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ราว 200 ตู้ บริษัทจะมุ่งเน้นการจับมือกับพันธมิตรเป็นหลัก เพื่อพัฒนาและต่อยอดการเติบโตร่วมกัน


ล่าสุดบริษัทยังได้จับมือกับ รังนกเบลล์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์รังนกสูตรใหม่ “รังนกเบลล์ผสมหล่อฮังก๊วยสูตรเฉพาะจากสุภาพโอสถ” พร้อมคว้าตัว “หนุ่ม กรรชัย” เป็นพรีเซนเตอร์ สะท้อนการเป็นวัยทำงานที่เลือกสิ่งที่ดีที่สุด และจริงใจตรงไปตรงมาและดูแลตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ


นายพิษณุ แดงประเสริฐ  รองประธานกรรมการบริหารสายงานขายและการตลาด กล่าวว่า ตลาดรังนกสำเร็จรูปในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5-8% ต่อปี แต่จุดที่น่าสนใจคือ "กลุ่มน้ำตาลน้อย หรือไม่ใส่น้ำตาล" มีอัตราการเติบโตพุ่งสูงกว่าตลาดรวมถึง 15-20% เนื่องจากคนรุ่นใหม่ Gen Y และ Gen Z เริ่มเข้าสู่เทรนด์ Healthy Indulgence (รักสุขภาพแบบพรีเมียม) ทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มหันมาดื่มรังนกมากขึ้น โดยที่ไม่ได้มองว่ารังนกเป็นแค่ของฝากตามเทศกาลอีกต่อไป แต่มองว่าเป็น Functional Drink ที่ดื่มเพื่อบำรุงผิวพรรณ และเสริมภูมิคุ้มกัน โดยไม่ต้องการน้ำตาลสังเคาะห์เป็นของแถม


นอกจากนี้ ยังมองว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการแตกไลน์ธุรกิจใหม่ของบริษัทที่ได้จำกัดอยู่เฉพาะยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่จะครอบคลุมไปถึงสินค้าบริโภคเพื่อสุขภาพอื่นๆ ทั้งเป็นการผลิตเองโดยตรงรวมถึงเกิดจากความร่วมมือระหว่างแบรนด์เช่นครั้งนี้ กลยุทธ์นี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้รายได้ของ JSP ในปี 2569 เติบโตตามเป้าหมาย 10%


อีกทั้งการที่ภาคธุรกิจด้านสมุนไพรและอาหารเสริมหันมาใช้กลยุทธ์เพิ่มมูลค่าสินค้าร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่นในครั้งนี้ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะสนับสนุนให้มูลค่าตลาดของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไทยทะลุ 1 แสนล้านบาทได้ไม่ยาก หลังจากที่มีการสำรวจว่าปี 2568 มูลค่าจะแตะ 1 แสนล้านบาทเป็นครั้งแรก


ด้านนายสุรชัย พิมพ์ประไพภรณ์ กรรมการบริหาร หจก.เอ็ม แอนด์ อาร์ ดิสทริบิวเตอร์ ผู้ผลิตและจำหน่ายรังนกเบลล์ กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจของการทำตลาดรังนกของเบลล์ เราใช้กลยุทธ์ปรับตัวตามความต้องการของผู้บริโภค ที่ปัจจุบันไม่ใช่เพียงลูกค้าชาวไทยเท่านั้นที่กังวลเกี่ยวกับเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล แต่ตลาดลูกค้าชาวจีนที่เป็นตลาดส่งออกรังนกที่ใหญ่ที่สุดมูลค่าตลาดรังนกในจีนใหญ่กว่า 200,000 ล้านบาท หรือประมาณ 90% ของตลาดส่งออก ซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคชาวจีนก็มีความกังวลเรื่องโรคเบาหวานและโรคอ้วน (NCDs) เช่นเดียวกับคนไทย เทรนด์สุขภาพในจีนกำลังมุ่งไปที่ Sugar-Free และ Functional Food การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “เบลล์รังนกผสมหล่อฮังก๊วย” ในครั้งนี้จึงเป็นการเจาะตลาดทั้งผู้บริโภคในประเทศและตลาดส่งออกพร้อมกัน
Most Viewed
Where to put your money
YLG มั่นใจทองยังเป็นขาขึ้น แม้ระยะสั้นแกว่งตัว Sideway หนี้สาธารณะ-De-dollarization หนุน แนะทยอยสะสมโซน 4,000 ดอลลาร์
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
เซ็นทรัลพัฒนา และศูนย์การค้าเซ็นทรัล ทั่วประเทศ ร่วมแสดงพระฉายาลักษณ์ถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
DRT ส่งซิกผลงานไตรมาส 2/69 เติบโตตามแผน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
เปิดโผ 3 หุ้นโครงสร้างพื้นฐาน AI “ตัวท็อปนอกสายตา” ที่กำลังโตเงียบเบื้องหลัง
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
จับตากลุ่มเครื่องดื่ม รับปัจจัยบวก 3 เด้ง เอลนีโญ-ต้นทุนลด-ใกล้รอบปันผล ชู ICHI-SAPPE รับประโยชน์มากสุด
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us