Official Update :

Move On เป็นวงกลม กลับมาเล่น "หุ้นส่งออก" ที่นักลงทุนต่างชาติยังไม่ยอมตัดใจทิ้ง

หุ้นกลุ่มส่งออกสินค้าไปต่างประเทศเริ่มกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งจากนักลงทุนต่างชาติซึ่งจะเห็นได้จากยอดซื้อสุทธิของ NVDR ในรอบปี และรอบเดือน รวมถึงรายวัน ทยอยซื้อเก็บกันเพิ่มมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากการที่ค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าอีกครั้งในรอบที่ผ่านมา ซึ่งกลับมายืนอยู่ได้ในระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่อย่างไรก็ตามในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาค่าเงินบาทเคยอ่อนค่าไปที่ระดับ 34 บาท


ขณะเดียวกันในจุดที่น่าสนใจคือ มูลค่าการซื้อขายของ NVDR ในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปี หรือยอดการซื้อขายรายเดือน และรายวัน จะเห็นได้ว่าหุ้นในกลุ่มส่งออกยังคงอยู่ในสายตาของการซื้อขายผ่าน NVDR อยู่เสมอดังนั้นเองก็หมายความว่ากลุ่มส่งออกก็ยังคงเป็นกลุ่มหุ้นที่ NVDR และนักลงทุนสถาบันในประเทศยังให้ความสนใจอยู่แต่เพียงแค่รอจังหวะที่เป็นปัจจัยหนุนหุ้นในกลุ่มนี้หลักๆคืออัตราแลกเปลี่ยนและทิศทางของเศรษฐกิจโลก


โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า แนวโน้มค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าแบบเร่งตัว น่าจะเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่โอกาสที่กนง. จะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม คาดการณ์ว่ากนง.จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25 เหลือ 0.25% ในการประชุม 29 ก.ย.นี้ รวมถึงแนวโน้มที่จะพิจารณาขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะจากปัจจุบัน 60% ของ GDP โดยระดับปัจจุบันอยู่ที่ 58%


ในครั้งนี้ wealthy Thai จึงได้เลือกกลุ่มหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อน และขณะเดียวกันในช่วงที่ผ่านมาเป็นหุ้นที่ได้รับความสนใจในจอเรดาร์จากมูลค่าการซื้อขายของ NVDR ได้แก่ TU,ASIAN,KCE,HANA ซึ่งจะเจาะลึกถึงรายละเอียดของหุ้นรายตัวและโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจ ไม่ใช่แค่เพียงการเก็งกำไรช่วงสั้น



TU
ซ่อนมูลค่าอยู่ในบริษัทย่อย

เริ่มที่ TU หากย้อนดูความเคลื่อนไหวของ TU ในช่วงการซื้อขายย้อนหลังที่ผ่านมาที่เราจะเห็นว่าได้รับความสนใจจนทำให้ราคาหุ้นมีความเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งนักวิเคราะห์หลายค่ายได้ทยอยให้ข้อมูลรายละเอียดและคำแนะนำเป็น “ซื้อ” อีกครั้ง


โดยบริษัท หลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สรุปมุมมองว่า การปรับโครงสร้างภายใน รวมถึงการทยอยนำ บ. ลูก ที่ถืออยู่ทั้ง TFM และ ITC เข้าจดทะเบียนในตลาดฯ รวมถึงแผนระยะยาวที่จะนำ RL เข้าไปจดทะเบียนเช่นกัน เป็นการปลดล็อกสินทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในบริษัท นอกจากธุรกิจหลักที่ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง รวมถึงการขยายเข้าสู่ธุรกิจใหม่ๆ ที่จะทยอยเก็บดอกผลในช่วงถัดไปหากพิจารณาราคาปัจจุบันซื้อขายบน P/E ไม่ถึง 14 เท่ามีส่วนลดมากเกินไปและไม่สะท้อนปัจจัยบวกต่าง ๆ ที่มีในตัว ทางฝ่ายคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 27 บาท



ASIAN
อาหารสัตว์เลี้ยงยังไม่แผ่ว

ขณะที่ ASIAN ช่วงย้อนหลัง 5 วันที่ผ่านมาราคาหุ้นกลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุน ซึ่งจะเห็นได้ว่าหากหุ้น TU เพิ่มขึ้น ก็จะช่วยพาให้ราคาหุ้นของ ASIAN ปรับเพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกันไปด้วย


โดยนักวิเคราะห์สรุปใจความว่า กำไรในช่วงครึ่งหลังของปี 64 จะเติบโตกว่าปีก่อนจากรายได้ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ประกอบกับยอดขายจากธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งมีโอกาสฟื้นตัวโดดเด่นตามการเปิดเมืองและการเปิดร้านอาหารในสหรัฐและยุโรปช่วยเพิ่มความต้องการอาหารทะเลแช่แข็ง คาดกำไรปี 64  จะเติบโต 17% เป็น 960 ล้านบาท ขณะที่กำไรปี 65  จะเติบโตต่อ 18% เป็น 1,133 ล้านบาท หนุนโดยธุรกิจอาหารสัตว์ที่ยังมีแนวโน้มเป็นบวก ประกอบกับ Product mix ที่ดีขึ้นจะช่วยให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้น



KCE
ยังอยู่ในทุกกระแส

ด้าน KCE ยังคงเป็นหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในทุกๆกระแสของธีมการลงทุน เช่นค่าเงินบาทอ่อน กระแสการใช้รถยานยนต์ไฟฟ้า หรือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งก็ทำให้กระแสราคาของหุ้น KCE ยังคงอยู่ในวงโคจรของจักรวาลตลาดหุ้นไทย และอยู่ในสายตาของ NVDR มาโดยตลอด ซึ่งล่าสุดมียอดซื้อสุทธิกลับเข้ามากว่า 626 ล้านบาท


บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ระบุว่า แนวโน้มยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะ PCB สำหรับธุรกิจยานยนต์ที่เติบโตสูง เพราะผู้ประกอบการรถยนต์ใช้ชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ในยานยนต์มากขึ้น ทั้งเพื่อความปลอดภัยและความสะดวกสบาย ทำให้คำสั่งซื้อยังคงสูงมาก


โดยคงคำแนะนำซื้อ ปรับเพิ่มราคาพื้นฐานเป็น 92 บาท อิงกับ P/E ปี 65 ที่ 30 เท่า ทั้งนี้บริษัทมีการขยายกำลังการผลิตรองรับคำสั่งซื้อที่แข็งแกร่ง โดยใน 4Q64F จะมีกำลังการผลิตเพิ่ม 20% และในไตรมาส 3/65 จะมีกำลังการผลิตเพิ่ม19% ทางฝ่ายวิจัยฯ DBS คาดการณ์กำไรสุทธิปี 64-65 เติบโต 106% จากปีก่อนและ 44% จากปี 64



HANA
มีประเด็นซ่อนยังไม่นับรวม

วิถีวงโคจรของหุ้น HANA ก็จะมีลักษณะคล้ายกับ KCE ที่ไปไหนขอไปด้วยตามๆกันไปขึ้นพร้อมกันและลงพร้อมกัน ตามปัจจัยทางจิตวิทยาที่เข้ามากระทบ โดยเฉพาะเรื่องค่าเงินบาทอ่อนที่ดูเหมือนกับว่าจะมีผลต่อกลุ่มนี้มาก โดยบริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) มองว่า ประเด็นความสำเร็จในการเข้าสู่ธุรกิจ Silicon Carbide (SiC) เป็น Upside risk


โดย SiC มีการเติบโตสูงมากในอุตสาหกรรมพาวเวอร์เซมิคอนดัคเตอร์หนุนโดยยานยนต์EV และเป็นธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูง ขณะนี้อยู่ระหว่างทดสอบและรอผลตอบรับจากลูกค้าที่สนใจราว 100 ราย คาดว่าจะได้รับในไตรมาส 4/64นี้ แต่ก็มีความเสี่ยง ต้นทุนในการผลิต SiC สูง ทั้งนี้เรายังไม่รวม SiC ไว้ในประมาณการปัจจุบัน เบื้องต้นแนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 95 บาท



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่