Official Update :

BKGI ปรับตัวเพื่อเติบโต ลุยแพลตฟอร์ม-โซลูชันเต็มสูบ ครอบคลุมฐานลูกค้าทุกช่วงวัย ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 โตแกร่ง 20-30%

เมื่อจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง และสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ธุรกิจด้านการแพทย์และเทคโนโลยีสุขภาพจึงต้องปรับตัวตามโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภายใต้บริบทนี้ BKGI กำลังวางทิศทางธุรกิจใหม่ จากการพึ่งพารายได้งานบริการตรวจวิเคราะห์เป็นหลัก ไปสู่การเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการจำหน่ายแพลตฟอร์มและโซลูชันด้านจีโนมิกส์ พร้อมต่อยอดสู่ตลาดภาครัฐและกลุ่มดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงมากขึ้นในปี 2569


ดร.เสาวลักษณ์ ด่านสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบงคอก จีโนมิกส์ อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BKGI เปิดเผยแนวโน้มธุรกิจในปี 2569 โดยตั้งเป้าปรับสัดส่วนรายได้จากการขายแพลตฟอร์มและโซลูชันให้เพิ่มขึ้นเป็น 40% ขณะที่รายได้จากการให้บริการจะอยู่ที่ 60% จากเดิมที่รายได้ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดมาจากการให้บริการเพียงอย่างเดียว


โดยโมเดลธุรกิจใหม่นี้จะเน้นการขายเครื่องตรวจลำดับพันธุกรรมพร้อมระบบการทำงานให้กับโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องการจัดตั้งศูนย์แล็บทางพันธุศาสตร์ของตนเอง โดยบริษัทจะได้รับรายได้ต่อเนื่องจากการขายน้ำยาที่ใช้กับเครื่องนั้น ๆ ซึ่งมีทั้งในรูปแบบการขายเครื่องขาดและการเข้าไปลงทุนวางเครื่องเพื่อขายน้ำยาในระยะยาว


ทั้งนี้ แม้ประเทศไทยจะเผชิญกับสภาวะเด็กเกิดใหม่ลดน้อยลง ซึ่งอาจกระทบต่อธุรกิจหลักเดิมอย่างการตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรม (NIFTY) แต่มองว่าเป็นโอกาสมากกว่าวิกฤต เนื่องจากการสนับสนุนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่เปิดให้หญิงตั้งครรภ์ทุกคนเข้าถึงการตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรมได้ ซึ่งส่งผลให้บริษัทมีโอกาสในการขายทั้งแพลตฟอร์มเครื่องมือและน้ำยาตรวจที่เกี่ยวข้องเพิ่มสูงขึ้น


อีกทั้งเพื่อให้สอดรับกับสังคมสูงวัย ในปี 2569 จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการตรวจพันธุกรรมในเด็กแรกเกิดเท่านั้น แต่จะรุกเข้าสู่กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Wellness) มากขึ้น โดยมีผลิตภัณฑ์เด่นคือ การตรวจหาความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ผ่านการตรวจเลือดและ DNA (Blood-based Alzheimer's Detection) ซึ่งช่วยในการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อยื้อระยะเวลาการดำเนินโรค


นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าขยายบริการด้านการตรวจชิ้นเนื้อเพื่อวิเคราะห์โรคมะเร็ง การตรวจ DNA เพื่อดูไลฟ์สไตล์เฉพาะบุคคล และการตรวจอายุชีวภาพ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยใช้ฐานเทคโนโลยีและเครื่องมือเดิมที่มีอยู่ทำให้ไม่ต้องลงทุนเพิ่มมากนัก


บริษัทได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 20-30% ด้วยแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับการตรวจพันธุกรรมมากขึ้น และความร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดตั้งห้องปฏิบัติการ DNA ทั่วประเทศ โดยบริษัทฯ มีเทคโนโลยีที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ไปจนถึงวัยสูงอายุ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทฯ รักษาสถานะผู้นำในอุตสาหกรรมจีโนมิกส์ของไทยได้อย่างแข็งแกร่งในปี 2569 นี้” ดร.เสาวลักษณ์ กล่าวทิ้งท้าย