Official Update :

MINT เปิดโรดแมปปี 69-71 ตั้งเป้ารายได้ทะลุ 2 แสนลบ. ทุ่มงบ 4.4 หมื่นลบ. รีโนเวตโรงแรมหนุนโต เล็งดัน Minor Food ทำ IPO ตลาดหุ้นฮ่องกง

MINT กางแผน 3 ปี (69-71) ตั้งเป้ารายได้โตเฉลี่ย 6–8% ต่อปี คาดปี 71 รายได้ทะลุ 2 แสนล้านบาท พร้อมทุ่มงบลงทุน 3 ปี รวม 4.3–4.4 หมื่นล้านบาท เน้นรีโนเวตโรงแรม–ขยายแฟรนไชส์อาหาร เดินหน้าปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์ ผ่านการจัดตั้ง REIT ในตลาดหุ้นสิงคโปร์ มูลค่าเริ่มต้นราว 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐพร้อมศึกษาแผน IPO Minor Food ในตลาดหุ้นฮ่องกง คาดชัดเจนปลายปีนี้


นายดิลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท และนายชัยพัฒน์ ไพฑูรย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนธุรกิจระยะ 3 ปี (2569–2571) ตั้งเป้าหมายการเติบโตรายได้เฉลี่ยต่อปีในระดับ High Single-Digit Growth หรือประมาณ 6–8% โดยคาดรายได้รวมปี 2571 จะมากกว่า 200,000 ล้านบาท


พร้อมคาดการณ์การเติบโตของกำไรสุทธิจากการดำเนินงานต่อปีที่ระดับ 15-20% โดยคาดจะได้รับแรงหนุนจากอัตรากำไรที่สูงขึ้นจาก Operating leverage ที่ดีขึ้น รวมถึงสัดส่วนรายได้จากค่าธรรมเนียมบริหารโรงแรมและแฟรนไชส์ร้านอาหารที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายอัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุนหลัก (Core ROIC) มากกว่า 12%


ทั้งนี้ บริษัทยังเดินหน้ากลยุทธ์ Asset-light เพื่อให้มีจำนวนโรงแรมภายใต้สัญญามากกว่า 850 แห่ง และร้านอาหารกว่า 4,150 สาขา ภายในปี 2571 จากสิ้นปี 2568 ที่มีโรงแรม 636 แห่ง และร้านอาหาร 2,746 สาขา ตามลำดับ สำหรับปี 2569 บริษัทมีแผนเปิดโรงแรมเพิ่มกว่า 50 แห่ง และขยายร้านอาหารอีกประมาณ 170 สาขา ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพสินทรัพย์และผลตอบแทนระยะยาว


สำหรับงบลงทุนในช่วง 3 ปี (2569–2571) บริษัทวางไว้ประมาณ 43,000–44,000 ล้านบาท โดยปี 2569 คาดจะใช้ลงทุนประมาณ 15,000–16,000 ล้านบาท ซึ่งราว 60% จะใช้เพื่อปรับปรุงโรงแรม โดยเน้นโรงแรมที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดี เช่น การอัปเกรดโรงแรมในไทยที่ทำให้สามารถปรับราคาค่าห้องพักเฉลี่ยต่อวัน (ADR) เพิ่มขึ้นได้ถึง 20-40% ส่วนปี 2570–2571 คาดจะใช้เงินลงทุนเฉลี่ยปีละ 14,000 ล้านบาท


ส่วนธุรกิจอาหารบริษัทยังคงเป็นผู้นำตลาดในหลายหมวดหมู่ (เช่น Swensen's, Burger King, The Pizza Company) โดยใช้กลยุทธ์หลัก 3 ด้าน คือ 1. นวัตกรรม คิดค้นเมนูและรูปแบบร้านใหม่ๆ รวมถึงการเปิดแบรนด์ใหม่, 2. การขยายสาขา โดยเน้นประเทศที่มีศักยภาพสูงอย่างอินโดนีเซียและอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง โดยนำแบรนด์อย่าง Dairy Queen, Gaga และ Sanook Kitchen เข้าไปทำตลาด และ 3. Digital Transformation โดยใช้ AI และ Data ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคผ่านระบบ Membership ขนาดใหญ่ เพื่อทำ Personalized Marketing และเพิ่มประสิทธิภาพหลังร้าน


ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แบรนด์โรงแรม (Branded Residence) ถือเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) สูงถึง 30% ปัจจุบันบริษัทมีโครงการเด่น เช่น Kiara Reserve Phuket มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังรับบริหารโครงการ Branded Residence ในต่างประเทศ เพื่อสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมโดยไม่ต้องลงทุนเอง ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการ Kiara Reserve Phuket ในปี 2569 หลังมียอดขายแล้วมากกว่า 50%


ด้านโครงสร้างเงินทุน ปี 2569 บริษัทตั้งเป้าลดอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Debt to Equity) ให้อยู่ในกรอบ 0.75 - 0.85 เท่า จากสิ้นปี 6258 ที่ 0.86 เท่า ส่วนอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (Net Debt to EBITDA) ตั้งเป้าลดให้ต่ำกว่า 4 เท่า จากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 4.60 เท่า 


นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสงหาริมทรัพย์ (REIT) มูลค่าเริ่มต้นประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรฐฯ โดยมีแผนนำโรงแรม 14 แห่ง (ยุโรป 12 แห่ง และไทย 2 แห่ง) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) คาดแล้วเสร็จในช่วงครึ่งหลังปี 2569 เบื้องต้นบริษัทต้องการถือหน่วยลงทุนในสัดส่วนที่มีนัยยสำคัญต่อการบริหาร


ขณะเดียวกันบริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาการนำบริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (Minor Food) เข้าระดมทุนในตลาดหุ้นฮ่องกง คาดจะเห็นความชัดเจน ปลายปีนี้ โดยการพิจารณาเข้าลงทุนในตลาดดังกล่าวเนื่องจากมองเห็นศักยภาพการเติบโต


อย่างไรก็ตาม ปีนี้มีความเสี่ยงและความท้าทายที่บริษทให้ความสำคัญ คือ ความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์การเมือง และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะค่าเงินบาทที่แข็งค่าซึ่งอาจกระทบต่อความน่าสนใจของการท่องเที่ยวและการส่งออก อย่างไรก็ตาม บริษัทมีความเชื่อมั่นในประสบการณ์การรับมือกับวิกฤตที่ผ่านมาและความยืดหยุ่นในการปรับตัวเพื่อรักษาการเติบโตอย่างต่อเนื่อง“ นายดิลิป  กล่าวปิดท้าย