กลุ่มอิเล็กฯ-ส่งออก กอดกันวิ่ง นำทัพโดย DELTA พุ่งกว่า 7% หลังศาลสูงสหรัฐฯ คว่ำภาษี “ทรัมป์” นักวิเคราะห์มองมีแรงเก็งกำไรระยะสั้น
หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงกลุ่มส่งออกอาหารและเครื่องดื่มกอดคอกันวิ่ง โดยได้แรงหนุนจากมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางการค้าระหว่างประเทศ หลังศาลฎีกาสหรัฐฯ วินิจฉัยว่า “ทรัมป์” ไม่มีอำนาจใช้กฎหมาย IEEPA ในการเรียกเก็บภาษีตอบโต้ ส่งผลให้มาตรการ Reciprocal Tariffs ต้องยกเลิก ขณะที่การปรับขึ้นภาษีภายใต้ Section 122 ที่ 15% มีระดับต่ำกว่าภาษีเดิมที่ไทยเคยเผชิญที่ 19%
โดยราคาหุ้น บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ระดับ 251.00 บาท เพิ่มขึ้น 17.00 บาท หรือ +7.26% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 4,535.55 ล้านบาท
ด้าน บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA ปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ระดับ 19.10 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ +2.69% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 573.72 ล้านบาท
ขณะที่ บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET ปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ระดับ 5.15 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท หรือ +1.98% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 185.14 ล้านบาท
เช่นเดียวกับ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE ปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ระดับ 20.40 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท หรือ +1.49% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 516.47 ล้านบาท
รวมถึง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ระดับ 12.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.40 บาท หรือ +3.25% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 372.98 ล้านบาท
อีกทั้ง บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC ปิดตลาดเช้าอยู่ที่ระดับ 16.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ +1.20% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 169.69 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) หรือ COCOCO ปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ระดับ 6.10 บาท เพิ่มขึ้น 0.15 บาท หรือ +2.52% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 5.66 ล้านบาท
ทั้งนี้ บทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุ คาดตลาดหุ้นทั่วโลกมีโอกาสตอบรับเชิงบวกในระยะสั้น หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินว่าคุณทรัมป์ไม่มีอำนาจในการใช้กฎหมาย IEEPA เพื่อเรียกเก็บภาษีจากหลายประเทศ ส่งผลให้ภาษีตอบโต้หรือ Reciprocal Tariffs จำเป็นต้องถูกยกเลิก แม้คุณทรัมป์จะประกาศใช้กฎหมาย Section 122 เพื่อขึ้นภาษีกับทุกประเทศทั่วโลกที่ 15% แต่ก็ยังน้อยกว่าระดับภาษีเดิมที่ไทยเคยได้รับที่ 19% และยังมีระยะเวลาแค่ 150 วัน
ทั้งนี้สินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ เกือบทั้งหมดเป็น สินค้าอุตสาหกรรมหรือคิดเป็น 92% ของการส่งออกไปยัง สหรัฐฯ ในปี 2025 ซึ่งกลุ่มสินค้าที่มีสัดส่วนสูง ได้แก่ สินค้ากลุ่มเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ 44%, ผลิตภัณฑ์ยาง 6%, ยานพาหนะและส่วนประกอบ 4%, เครื่องจักรกล 4% ซึ่งส่วนใหญ่จะได้ประโยชน์จากการที่ภาษีถูกปรับลดลง ยกเว้นกลุ่มเหล็กและยานพาหนะที่ถูกเก็บภาษีในระดับ 25% Section 232 อยู่แล้ว
จึงคาดกลุ่ม Global Play โดยเฉพาะกลุ่มที่มีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ สูง มีโอกาสได้แรงเก็งกำไรในระยะสั้น เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA, KCE, HANA, CCET), กลุ่มส่งออกอาหาร (ITC, TU), กลุ่มส่งออกน้ำผลไม้ (COCOCO) และกลุ่มส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (SMPC) นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่อาจได้รับผลประโยชน์ทางอ้อม ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เพราะ การเข้ามาลงทุนสูงขึ้น (WHA, AMATA) และกลุ่มยางพาราที่ได้ประโยชน์จากอุปสงค์ยางล้อสูงขึ้น (STA, NER, TEGH)
