EGCO ชูกลยุทธ์ “POWER4” อัดงบ 3 หมื่นล้านลุย M&A รุก Data Center สหรัฐฯ-ไทย หนุนผลงานปี 69 โตแกร่งต่อเนื่อง
เศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาค และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน กำลังทำให้ผู้เล่นในอุตสาหกรรมพลังงานต้องปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ เพื่อรักษาความสามารถในการเติบโตท่ามกลางบริบทใหม่ของโลกธุรกิจ ขณะที่ EGCO Group เลือกขับเคลื่อนองค์กรด้วยการลงทุนเชิงรุกและการปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจ ผ่านกลยุทธ์ “POWER4” ควบคู่กับงบลงทุน 30,000 ล้านบาท เพื่อเร่งขยายฐานพลังงานทั้งในและต่างประเทศ รองรับดีมานด์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากเศรษฐกิจดิจิทัลอย่าง Data Center และ AI ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดพลังงานในทศวรรษถัดไป
นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group เปิดเผยว่า ในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 37,905 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 4,727 ล้านบาท ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 4,439 ล้านบาท พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลตลอดทั้งปีในอัตรารวม 6.50 บาทต่อหุ้น สะท้อนความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดและการดูแลผลตอบแทนผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทเตรียมงบลงทุนราว 30,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ทั้งในรูปแบบการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) ซึ่งสามารถรับรู้รายได้และกระแสเงินสดได้ทันที ควบคู่กับการพัฒนาโครงการใหม่ (Greenfield) ที่มีศักยภาพสร้างผลตอบแทนในระยะยาว โดยเน้นการลงทุนในประเทศที่บริษัทมีฐานธุรกิจและพันธมิตรอยู่แล้วรวม 7 ประเทศ
ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจของ EGCO Group จะขับเคลื่อนภายใต้กลยุทธ์ POWER4 ซึ่งประกอบด้วย 4 ภารกิจสำคัญ ได้แก่
-
Profitability and Performance Energizing เพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้และผลกำไรอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งดูแลผู้ถือหุ้นด้วยนโยบายการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ
-
Power and Energy-related Focus เน้นลงทุนในธุรกิจไฟฟ้า ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดของธุรกิจ Data Center ตลอดจนแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง
-
Portfolio Optimization บริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และบริหารสินทรัพย์อย่างมีกลยุทธ์ผ่านกระบวนการ Asset Recycling ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปต่อยอดในโครงการที่มีศักยภาพและสร้างผลตอบแทนสูงกว่าในอนาคต รวมทั้งเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุนในสหรัฐอเมริกา
-
Proactive Organization Excellence ปรับโครงสร้างองค์กรและยกระดับการบริหารจัดการกระบวนการทำงานเชิงรุกด้วยดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
นอกจากกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ “POWER4” แล้ว ในเรื่องของการบริหารจัดการองค์ร EGCO Group จะขับเคลื่อนด้วยแนวคิด “ONE EGCO ONE GOAL” หนึ่งเดียวเพื่อเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ การทำงานเป็น Teamwork ทุกคนมีส่วนร่วมในการบริหารองค์กรเชิงรุก มุ่งสร้างเป้าหมายร่วมกัน พร้อมทั้งดำเนินธุรกิจด้วยความยั่งยืนตามกรอบ ESG เพื่อความยั่งยืนขององค์กรและผลตอบแทนในอนาคต
ในด้านการขยายการลงทุน บริษัทให้ความสำคัญกับตลาดพลังงานในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานธุรกิจหลักและมีแนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากธุรกิจ Data Center และ AI โดยในปี 2569 บริษัทจะรับรู้รายได้เต็มปีจากการลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้า Pinnacle II รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในโรงไฟฟ้า Linden Cogen เป็น 38%
นอกจากนี้ EGCO Group ยังขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนผ่าน Apex Green Energy (APEX) ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันมีโครงการสำคัญที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 3 โครงการ กำลังผลิตติดตั้งรวม 318 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเริ่มรับรู้รายได้ภายในปี 2569 ประกอบด้วย โครงการ Lotus Wind ในรัฐอิลลินอยส์ กำลังผลิต 200 เมกะวัตต์ โครงการ Raven Storage ระบบกักเก็บพลังงานในรัฐเท็กซัส กำลังผลิต 40 เมกะวัตต์ และโครงการ Rocky Forge Wind ในรัฐเวอร์จิเนีย กำลังผลิต 78 เมกะวัตต์
สำหรับการลงทุนในภูมิภาคอื่น บริษัทคาดว่าจะรับรู้รายได้เต็มปีจากโรงไฟฟ้า Quezon ในฟิลิปปินส์ ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าฉบับใหม่กำลังผลิต 400 เมกะวัตต์ ขณะที่ในอินโดนีเซีย บริษัทเดินหน้าขยายการลงทุนผ่าน CDI Group ในธุรกิจสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง
ส่วนการลงทุนในประเทศไทย มีความคืบหน้าในโครงการพลังงานหมุนเวียน RE Big Lot รอบที่ 2 โดยอยู่ระหว่างการทยอยลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) รวม 11 โครงการ แบ่งเป็น PPA กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (SPP) จำนวน 10 โครงการ และ PPA กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (VSPP) จำนวน 1 โครงการ คาดว่าจะลงนามครบทั้งหมดภายในไตรมาส 2 ปี 2569 และเริ่มก่อสร้างโครงการแรกได้ในช่วงกลางปี 2570 ก่อนทยอยเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2571-2573
ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างศึกษานโยบาย Direct PPA ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้ผลิตโดยตรง เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดและเสถียรของธุรกิจ Data Center รวมถึงการพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง (ERIE) ซึ่งอยู่ระหว่างติดตามความเป็นไปได้ในการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าจากโครงข่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการหารือกับลูกค้า Data Center รายใหญ่ที่มีศักยภาพเข้ามาลงทุนในพื้นที่
นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการหาโอกาสทางธุรกิจเพิ่มเติมในรูปแบบโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าเพื่อขายตรง (Independent Power Supply: IPS) รวมถึงการจำหน่ายไฟฟ้าผ่าน Direct PPA เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานของลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมในอนาคต
นายธวัชชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้สถานการณ์โลกยังมีความท้าทายจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ แต่ EGCO Group มีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยสินทรัพย์และโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้ง อีกทั้งโครงสร้างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ยังมีกลไกส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงไปยังผู้ซื้อไฟฟ้าได้ รวมถึงการกระจายการลงทุนในหลายภูมิภาคและมีแหล่งเชื้อเพลิงจากหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย ซึ่งช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและลดผลกระทบจากความผันผวนในตลาดโลก
