พร้อมมั้ย! UBE - CPANEL เคาะราคาไอพีโอ เปิดรายย่อยจองซื้อ 21-23 ก.ย. เทรด 30 ก.ย.นี้
นางยอดฤดี สันตติกุล รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่าย กล่าวว่า บมจ.อุบล ไบโอ เอทานอล ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ราคา 2.40 บาทต่อหุ้น โดยเตรียมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้น IPO ในวันที่ 21-23 กันยายน 2564 และคาดว่าจะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนและซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 30 กันยายนนี้
โดยบริษัทฯ จะนำเงินที่ได้จากการรระดมทุนครั้งนี้ไปลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ส่วนที่เหลือจะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ เพื่อลดการใช้เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน
“การกำหนดราคาหุ้น IPO ของ UBE ที่ราคา 2.40 บาทต่อหุ้น ถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง จากศักยภาพการเติบโตและแผนการลงทุนที่ชัดเจน ประกอบกับโอกาสที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต ทำให้ UBE มีความสามารถเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว” นางยอดฤดี กล่าว
ขณะที่จากราคา IPO ของ UBEดังกล่าวคิดเป็น P/E ย้อนหลัง 4 ไตรมาส เท่ากับ 49 เท่า เทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรม โดยในตลาดฯยังไม่มีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเหมือนกับ UBE 100% แต่ใกล้เคียงกับบริษัท อย่าง TWPC ที่ 61 เท่า และ TAE ที่ 36 เท่า อย่างไรก็ตามมองว่า UBE มีอัตราการเติบโตอีกมากในอนาคตเชื่อว่า P/E จะมีโอกาสปรับตัวลดลง
ปัจจุบัน UBE มีทุนจดทะเบียน 3,914,286,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 3,914,286,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 1 บาทต่อหุ้น โดยมีทุนที่ออกและเรียกชำระแล้วจำนวน 2,740,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 2,740,000,000 หุ้น และจะเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 1,370,000,000 หุ้น ประกอบด้วย (1) หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัทฯ จำนวนไม่เกิน 1,174,286,000 หุ้น (2) หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย บริษัท ไทยออยล์ เอทานอล จำกัด จำนวนไม่เกิน 97,857,000 หุ้น และ (3) หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย บมจ.บีบีจีไอ (BBGI) จำนวนไม่เกิน 97,857,000 หุ้น
โดยได้แต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย พร้อมแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์อีก 7 ราย เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายหุ้น IPO ของ UBE ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย ซีมิโก้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน)
ด้านนายเดชพนต์ เลิศสุวรรณโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ UBE เปิดเผยว่า การเข้าระดมทุนครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันเพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต โดยบริษัทวางเป้าหมายการเติบโตในระยะสั้นและระยะกลาง จากแผนลงทุนเพื่อขยายธุรกิจทั้งในส่วนของธุรกิจเอทานอล ธุรกิจแป้งมันสำปะหลังและธุรกิจเกษตรอินทรีย์
แบ่งเป็น กลุ่มธุรกิจเอทานอลในระยะสั้น จะมุ่งปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพกระบวนการผลิตเอทานอล เพื่อรองรับความต้องการใช้เอทานอลที่อาจเพิ่มขึ้นในระยะอันใกล้ โดยมีแผนขยายกำลังการผลิตของโรงงานเอทานอลผ่านการทำ De-bottlenecking Capacity โดยยังคงนโยบายลงทุนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือใช้อย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ทั้งนี้ในระยะสั้นถึงระยะกลาง บริษัทฯ จะมุ่งเน้นขยายธุรกิจแป้งมันสำปะหลังออร์แกนิค ซึ่งปัจจุบันมีการผลิต 4 หมื่นตันต่อปี จะเพิ่มเป็น 1 แสนตันต่อปี ภายในระยะ 5 ปีข้างหน้า (2564-2568) และจะลดการผลิตแป้งมันสำปะหลังแบบทั่วไป (Cassava Starch) ลงจากปัจจุบันผลิตอยู่ 1.1 แสนตันต่อปี เหลือเพียง 4-5 หมื่นตันต่อปี เนื่องจากอัตรากำไรต่อหน่วยการขายจากธุรกิจผลิตแป้งมันสำปะหลังออร์แกนิคสูงกว่า 3 เท่า รวมถึงการขยายโครงการลงทุนเพื่อเพิ่มสายการผลิตผลิตภัณฑ์สารให้ความหวาน เช่น ไซรัป (Syrup) และมอลโทเดกซ์ทริน (Maltodextrin) ถือเป็นการตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพตามเทรนด์การบริโภคอาหารแห่งอนาคต
สำหรับธุรกิจเกษตรอินทรีย์ ปัจจุบันมีการผลิตและจำหน่ายสินค้ากาแฟออร์แกนิค และข้าวออร์แกนิคที่ได้รับมาตรฐานออร์แกนิกสากล เพื่อเน้นส่งออกไปยังต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งในปี 2565 บริษัทฯ มีแผนนำกาแฟ และข้าวออร์แกนิคมาพัฒนาเป็นแบรนด์ของตัวเอง เพื่อต่อยอดไปสู่จุดหมายการเป็นผู้นำด้านเกษตรอินทรีย์ และพร้อมมุ่งสู่การเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารปลอดภัยชั้นนำของโลก โดยจะดำเนินการควบคู่กับธุรกิจพลังงาน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคงในระยะยาว
CPANEL เคาะราคา IPO 6.00 บาท
CPANEL หรือ บริษัท ซีแพนเนล จำกัด (มหาชน) เคาะราคาขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ 6.00 บาท จำนวน 39.50 ล้านหุ้น โดยจะเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้นระหว่างวันที่ 21-23 ก.ย. 2564 พร้อมเตรียมนำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 30 ก.ย. นี้
โดยได้แต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น IPO พร้อมผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายอีก 5 แห่ง ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด (ASL) บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) (KTBST) บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย ซีมิโก้ จำกัด (KTZ) บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) (LHSEC) และบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (PST)
นายสมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า CPANEL เตรียมเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 39.50 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 26.33% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมด มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท โดย CPANEL ถือเป็นบริษัทที่ก่อตั้งมาไม่นานนัก แต่ด้วยการวางระบบทั้งด้านการผลิตและด้านการเงิน ทำให้บริษัทมีพื้นฐานกิจการที่แข็งแกร่ง ธุรกิจมีโอกาสเติบโตสูง ซึ่งหลังจากการระดมทุนครั้งนี้ CPANEL จะมีความสามารถในการทำกำไรมากขึ้น เนื่องจากสัดส่วนหนี้สินต่อทุนจะลดลงอย่างมาก อีกทั้งความต้องการ Precast Concrete มีแนวโน้มสูงขึ้น จากการขาดแคลนแรงงานที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงข้อกฎหมายที่กำหนดจำนวนแรงงานในพื้นที่ก่อสร้าง ส่งผลให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และผู้รับเหมาก่อสร้างนิยมใช้ Precast Concrete มากขึ้น
นายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ CPANEL กล่าวว่า การกำหนดราคา IPO ดังกล่าว ถือเป็นระดับราคาเหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐาน และสอดคล้องกับสภาวะตลาดปัจจุบัน โดย CPANEL ถือเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป ทั้งในด้านประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย และการยอมรับจากผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์-ก่อสร้างชั้นนำในประเทศ การระดมทุนเพื่อขยายโรงงานแห่งใหม่ รองรับความต้องการของตลาดที่มีแนวโน้มสูงขึ้น จะช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตในอนาคต
ด้านนายชาคริต ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีแพนเนล จำกัด (มหาชน) หรือ CPANEL กล่าวว่า บริษัทจะนำเงินที่ได้รับจากการเสนอขายหลักทรัพย์ในครั้งนี้ไปใช้ก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 2 ด้วยระบบการผลิต Fully Automated รองรับกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการในอนาคต โดยมีระยะเวลาก่อสร้างในช่วงไตรมาส 2/65 ถึงไตรมาส 4/66 คาดการณ์เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในไตรมาส 1/67 รวมถึงชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงินและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ
“เชื่อมั่นว่าตลาด Precast Concrete จะขยายตัวได้อีกมาก ทั้งในส่วนของอสังหาริมทรัพย์แนวราบและแนวสูง ซึ่งเป็นโอกาสให้บริษัทขยายตลาดและมีคำสั่งซื้อมากขึ้นจากมูลค่างานในมือ (แบ็กล็อก) ณ วันที่ 30 มิ.ย 64 ที่ 1,156.03 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ใน 3 ปี โดย Precast Concrete ของ CPANEL มีการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบการจัดการ ระบบการผลิต และระบบการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการขนส่งที่รวดเร็ว โดยการระดมทุนในครั้งนี้จะสามารถทำให้บริษัทเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้”นายชาคริต กล่าว
