แจก 5 หุ้นเด่นน่าเข้า “เก็บ” พื้นฐานดี ราคาต่ำสิบ!!
ดัชนีตลาดหุ้นยังผันผวนต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนต่างมองหาหุ้นพื้นฐานดีที่น่าเข้าสะสม ดังนั้นจะดีแค่ไหน ถ้าหาก Wealthy Thai รวบรวมมาฝากนักลงทุน โดยในบทความนี้เราได้รวบรวมหุ้นพื้นฐานดี ในราคาต่ำสิบบาทมากฝากนักลงทุน ซึ่งจะมีความน่าสนใจ และแต่ละหุ้นจะมีการเติบโตแค่ไหน เข้ามาอ่านได้เลย
สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้มีมุมมองว่า แนวโน้มSET Index สัปดาห์นี้ ภาพลบเล็กๆ โดยคาดว่าแนวเด้งที่ระดับ 1610-1600-1580 หลุด 1620 Stop Loss, แนวต้าน 1630-1640, 1650 ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเลือกซื้อหุ้นพื้นฐานดีราคาต่ำสิบ ซึ่งในสัปดาห์นี้แนะนำ EKH, SMT, SONIC
EKH ปี 65 คาดมีคนไข้ IVF เพิ่ม 3 เท่า
โดยเริ่มจาก EKH เมื่อวันที่ 17 ก.ย.64 บอร์ดมีมติให้บริษัทออก EKH-W1 จัดสรรให้ผู้ถือหุ้นเดิม สัดส่วน 4 : 1 ฟรีอัตราใช้สิทธิ 1 : 1 @ 6.30 บาท/หุ้น อายุ 3 ปี โดยขึ้น XW 2 พ.ย.64, Dilution 20%
ทั้งนี้คาดกำไรสุทธิครึ่งหลังปี 64 ดีต่อเนื่องขณะที่ผู้บริหารคาดรายได้ปี 64 โต 40%จากปีก่อน มาจากรายได้เกี่ยวกับโควิด ปัจจุบันมีเตียงรองรับผู้ป่วยโควิด 600 เตียง เป็น IPD 300 เตียง และ มี Hospital 300 เตียง เพิ่มมากจาก 150 เตียงในสิ้นมิ.ย.64 ส่วนการตรวจโควิดอยู่ที่ 100-150 ราย/วัน เทียบไตรมาส 2/64 ที 144 ราย/วัน
ขณะที่การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) จะเป็น Key growth ในปี 65 เพราะ EKH เชี่ยวชาญในการทำ IVF ก่อนโควิดมีคนไข้จีนเข้ามามาก และ การที่รัฐบาลจีนให้มีบุตรได้ 3 คน/ครอบครัวได้เป็นปัจจัยบวกต่อ EKH ซึ่งคาดจะมีคนไข้ IVF ปี 65 เพิ่มได้กว่า 3 เท่าจากปี 64 ขณะที่เลื่อนการเปิดโรงพยาบาลผู้สูงอายุไปเป็นไตรมาส 2/65 แนะนำซื้อ EKH ราคาพื้นฐาน 9.30 บาท (ก่อน XW)
SMT กำไรปี 64 เติบโตสูงถึง 100%
ถัดมา SMT โดยบริษัทคงเป้ารายได้เติบโต 30% เป็น 2.5 พันล้านบาทในปี 64 และ GPM 20% แนวโน้มปี 65 เติบโตได้ต่อเนื่อง ซึ่งผู้บริหารระบุว่าบริษัทมีลูกค้าใหม่ที่มีศักยภาพที่จะส่งคำสั่งซื้อกว่า 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.6 พันล้านบาท)
ส่วนพนักงานโรงงานได้รับวัคซีนโควิด-19 อย่างน้อย 1 โดสแล้วกว่า 90% ขณะที่ P/E ปี 65 จะอยู่ที่ 20 เท่า ต่ำกว่ากลุ่มที่ 30-60 เท่า เชิงกลยุทธ์แนะนำซื้อ ให้ราคาเป้าหมาย 7.80 บาท (อิง P/E ปี 65 ที่ 25 เท่า) โดยคาดกำไรปกติปี 64 เติบโตสูงถึง 100% และปี 65 เติบโตอีก 50%
SONIC กำไรสุทธิปี 64 โตเท่าตัว
ขณะที่ SONIC โดยแนวโน้มครึ่งหลังปี 64 ยังแข็งแกร่ง อัตราค่าระวางเรือสูงต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ กำไรสุทธิปี 64 จะเติบโตเป็นเท่าตัวจากปีก่อน โดยขยายลงทุนพื้นที่รับฝากตู้คอนเทนเนอร์อีก 33 ไร่ รองรับแหลมฉบังเฟส 3 และลูกค้าใน EEC ลงทุน 194 ล้านบาท สร้างเสร็จกลางปี 65 (ปัจจุบันมี 12 ไร่ คาดลูกค้าใช้เต็มสิ้นปี 64) นอกจากนี้กำลังประมูลงานบริษัทเดินเรือใหญ่ 2-3 แห่งเพื่อมาใช้บริการฝากตู้คอนเทนเนอร์ ดังนั้นจึงแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 6.20 บาท (P/E ปีนี้ที่ 27.5 เท่า)
CKP กำไรสุทธิปีนี้โต 499.78%
ถัดมาภายใต้การประเมินของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คงคำแนะนำ ซื้อ CKP ราคาเป้าหมาย 6.50 บาท จากภาพเชิงบวกในไตรมาส 3 และส่วนแบ่งกำไรที่สูงขึ้นจากการถือหุ้น XPCL เพิ่มขึ้น จาก 37.5% เป็น 42.5% โดยคาดกำไรไตรมาส 3 สร้างระดับสูงสุดใหม่
ทั้งนี้ไฮซีซั่นในไตรมาส 3 และส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากสัดส่วนการถือหุ้นไซยะบุรี (XPCL) เพิ่มขึ้น 5% คาดปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่ XPCL และ NN2 จะฟื้นตัวเนื่องจาก ปริมาณน้ำเข้าเขื่อน XPCL มากขึ้น และ ข้อมูลปริมาณผลิตไฟฟ้าหลัก (primary energy) เบื้องต้นที่ NN2 ในไตรมาส 3 ที่ 555GWh เพิ่มขึ้น 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนในช่วงก.ค.-ส.ค. มีการผลิตไฟฟ้าที่ XPCL เพิ่มขึ้น 9%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 1,659 GWh และ NN2 เพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 391 GWh สอดคล้องไปกับข้อมูลเบื้องต้น จึงคาดว่า CKP จะมีกำไรสุทธิ 790 ล้านบาท สำหรับการดำเนินงานในช่วง ก.ค.-ส.ค. และคาดบริษัทมีกำไรใน 3/64 ประมาณ 1.1 พันล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 831 ล้านบาท หากปริมาณการผลิตไฟฟ้าในทุกหน่วยใน ก.ย. ทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดปี 2564 จะมีกำไรสุทธิ 2,427 ล้านบาท เติบโต 499.78% จากปีก่อน
SAAM ดีอีต่ำเพียง 0.43 เท่า
และสุดท้าย SAAM ภายใต้การประเมินของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ประเมินหุ้น SAAM มีจุดเด่นใน 3 มิติ คือ 1.Recurring income: มีธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดประจำทุกปี ไม่ผันผวน 2. Growth drivers: ปี 2564 - 66 รับรู้รายได้จากธุรกิจพัฒนาโครงการพลังงานทดแทน (เพื่อขาย) และปีนี้เริ่มธุรกิจ Business solutions โดยใช้ Big data 3. สถานะทางการเงินแข็งแกร่ง DE ratio ต่ำเพียง 0.43 เท่า แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 8.2 บาท/หุ้น
ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 2/64 อัตราส่วน DE ของ SAAM ต่ำเพียง 0.43 เท่า และประเมินอัตราส่วน DE จะยิ่งต่ำลงไปอีกในปี 2565 เนื่องจากคาดกำไรสุทธิในปี 2565 ที่ระดับ 111 ล้านบาท และมีการแปลงสภาพ SAAM-W1 อีก 30 ล้านหน่วยที่ราคา 7.5 บาท) ด้วยอัตราส่วน DE ที่ต่ำและกระแสเงินสดที่มาก ทำให้เราประเมินมีโอกาสที่จะขยายการลงทุนเพิ่มเติม และ/หรือ ขยายการลงทุนใหม่ๆ โดยประเมินกำไรสุทธิปี 2564 ที่ระดับ 42 ล้านบาท เติบโต 75% จากปีก่อนที่อยู่ระดับ 24 ล้านบาท
สำหรับรายได้ที่เป็น Recurring income มาจาก “ธุรกิจจัดหาสถานที่ตั้งและให้บริการ” ซึ่งทาง SAAM จะเป็นผู้ลงทุนจัดหาสิทธิในการใช้ที่ดิน เพื่อให้ลูกค้าใช้เป็นที่ตั้งโครงการโซลาร์ฟาร์ม รวมถึงให้บริการที่เกี่ยวข้องภายในโครงการตามอายุสัญญา (20 และ 25 ปี แล้วแต่กรณี) จำนวน 17 โครงการ นอกจากนี้ SAAM ยังมีการลงทุนโครงการโซลาร์ฟาร์มกำลังการผลิต 2MW (ถือหุ้น 100%) ซึ่งรายได้จากส่วนนี้สร้าง EBITDA เฉลี่ยปีละ +30 ล้านบาท
ขณะที่ Growth drivers: ธุรกิจพัฒนาโครงการพลังงานทดแทนและงาน Business solutions โดย Growth driver แรก: SAAM รับงานบริการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ประเทศญี่ปุ่น 10 โครงการ (กำลังการผลิตรวม 100MW) กับทาง บริษัท โคลเวอร์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CV โดยมีมูลค่ารวม 1 พันล้านบาทเยน (คิดเป็น 295 ล้านบาท อิงอัตราแลกเปลี่ยน 29.5 บาท/100 เยน) โดยคาดว่า SAAM จะเริ่มรับรู้รายได้ในเฟสแรก (6 โครงการ) ภายในไตรมาส 4/64 โดยสมมติฐานทยอยรับรู้รายได้ 30% ในไตรมาส 4/64 และที่เหลืออีก 70% คาดทยอยรับรู้ภายในไตรมาส 3/65
สำหรับการรับรู้รายได้เฟสที่ 2 (4 โครงการ) ประเมินอยู่ในกรอบช่วงเวลาไตรมาส 4/65 – 3/66 โดยธุรกิจพัฒนาโครงการพลังงานทดแทนของ SAAM นี้ ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลอีก 2 โครงการ(โครงการ Oita) ที่เป็น Upside มูลค่ารวม 2 โครงการราว 400 ล้านเยน (คิดเป็น 118 ล้านบาท อิงอัตราแลกเปลี่ยน 29.5 บาท/100 เยน) รอปิดการขาย โดยได้รับอนุมัติสนับสนุนค่าไฟฟ้าฟ้าแล้ว ซึ่งเรายังไม่รวมโครงการ Oita ในประมาณการฯ
ส่วน Growth driver ที่ 2: SAAM เริ่มดำเนินธุรกิจปรับปรุงประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการ โดยใช้เทคโนโลยี (Big data) ในการวิเคราะห์ (ธุรกิจ Business solutions) ข้อมูลจากการประชุมนักวิเคราะห์ธุรกิจใหม่นี้จะเริ่มต้นทีการเข้าบริหารจัดการผ้าในโรงพยาบาล ซึ่งจะช่วยทางโรงพยาบาลประหยัดค่าใช้จ่ายได้
โดยสมมติฐานว่าจะมีกลุ่มลูกค้าโรงพยาบาลกลุ่มแรก 10 โรงพยาบาลตัดสินใจใช้บริการนี้ของ SAAM ภายในปลายปีนี้ และกลุ่มลูกค้าโรงพยาบาลจะเพิ่มเป็น 50 แห่งภายในปี 2565 ทั้งนี้ประเมินว่า มีโอกาสที่ SAAM จะใช้ระบบนี้ในการหากลุ่มลูกค้ากลุ่มอื่นๆนอกจากลูกค้าโรงพยาบาลในอนาคต อาทิ โรงแรม สปา โรงงานอุตสาหกรรม สนามบิน เป็นต้น

