ตลท. ชูความแกร่ง! เผย SET มี.ค. ลงน้อยกว่าภูมิภาค คาดไตรมาส 2 ดัชนีปรับตัวนำเศรษฐกิจจริง ชู JUMP+ หนุนความเชื่อมั่นตลาดทุนระยะยาว

ตลท. เผยความสำเร็จโครงการ JUMP+ หลังปิดยอดรับสมัครพบบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เข้าร่วมกว่า 143 แห่ง สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ มุ่งยกระดับมูลค่าองค์กรและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นไทยที่โชว์ฟอร์มแกร่ง ปรับลดลงน้อยกว่าภูมิภาค


นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า แม้ตลาดหุ้นไทย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 SET Index ปิดที่ 1,448.14 จุด ลดลง 5.24% จากสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แต่ถือว่า SET Index มีความยืดหยุ่นสูง (Resilience) เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้ที่ปรับตัวลงลึกกว่า โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญดังนี้


Safe Zone จากกลุ่ม AI: ตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้เผชิญแรงขายทำกำไรอย่างหนักในหุ้นกลุ่ม AI ที่ราคาพุ่งสูงไปก่อนหน้า แต่ตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มดังกล่าวไม่สูง จึงรอดพ้นแรงกดดันนี้


Dividend Yield ระดับพรีเมียม: หุ้นไทยให้ผลตอบแทนปันผลเฉลี่ยสูงกว่า 4% ซึ่งน่าดึงดูดกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่อยู่ประมาณ 3% ต้นๆ กลายเป็นปราการด่านสำคัญที่ช่วยพยุงดัชนี


Earning Forecast ทะยาน: นักวิเคราะห์เริ่มปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม สะท้อนสัญญาณบวกในเชิงปัจจัยพื้นฐาน


สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไปเริ่มมีสัญญาณเชิงบวกมากขึ้นจากการปรับตัวของปัจจัยพื้นฐานและความคาดหวังเชิงนโยบาย โดยข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนเริ่มฟื้นตัว เส้น Analyst Forecast ปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานและนวัตกรรมพลังงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีน้ำหนักสูงในตลาดหุ้นไทย ส่งผลให้ภาพรวมกำไรของตลาดมีแนวโน้มดีขึ้น


ขณะเดียวกัน มีการประเมินว่าราคาหุ้นอาจเคลื่อนไหวล่วงหน้าเศรษฐกิจจริง โดยผลประกอบการในไตรมาส 1 ยังมีแนวโน้มออกมาดีจากการเร่งนำเข้าและส่งออกก่อนเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริงอาจเริ่มเห็นชัดในไตรมาส 2 แต่โดยธรรมชาติของตลาดทุน ราคาหุ้นมักสะท้อนความเชื่อมั่นล่วงหน้าไปก่อนหนึ่งก้าว ทำให้การเคลื่อนไหวของดัชนีอาจปรับตัวก่อนตัวเลขเศรษฐกิจจริง


นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาโครงการใหม่จากนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่หรือ Mega Projects เช่น โครงการ Entertainment Complex รวมถึงมาตรการดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ ซึ่งหากมีความชัดเจนในเชิงปฏิบัติ จะช่วยสร้างพื้นฐานให้ดัชนีมีโอกาสปรับตัวต่อในระยะยาว


อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือแนวคิดการสนับสนุนการออมระยะยาว โดยมีการหารือถึงการผลักดัน Permanent Program หรือโครงการออมเงินถาวรในรูปแบบใหม่ ที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า LTF เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถจัดพอร์ตการลงทุนได้เอง ทั้งในกองทุนรวมและหุ้นรายตัว ซึ่งจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินลงทุนระยะยาวและสร้างเสถียรภาพให้ตลาดทุนไทย


ในด้านมาตรฐานความยั่งยืน ช่วงปี 2568–2570 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่บริษัทจดทะเบียนไทยต้องรายงานตามมาตรฐาน IFRS S1 และ IFRS S2 ซึ่งจะช่วยยกระดับความโปร่งใสและเพิ่มความเชื่อมั่นจากนักลงทุนสถาบันต่างชาติ ส่งผลต่อการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศในระยะยาว


ส่วนความคืบหน้าโครงการ JUMP+ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก Corporate Value-Up ของเกาหลีใต้ ได้รับการตอบรับเกินคาด โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

  • ผู้เข้าร่วม: 143 บริษัท (เป็น บจ. ใน SET 87 แห่ง และ mai 56 แห่ง) คิดเป็น 16% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด

  • มูลค่าตลาด: Market Cap รวมกว่า2 ล้านล้านบาท (14% ของตลาดรวม)

  • กลุ่มหลัก: 89% เป็นบริษัทนอกดัชนี SET100 สะท้อนการตื่นตัวของบริษัทขนาดกลางและเล็ก


Roadmap 3 ปี (2569-2571) อัปเกรด 3 มิติสู่มาตรฐานสากล

บริษัทที่เข้าร่วมต้องดำเนินการตามแผนงานเข้มข้นที่ผ่านความเห็นชอบจากบอร์ดบริษัท

  1. ด้านธุรกิจ (Business): 96% ของผู้เข้าร่วมตั้งเป้าเพิ่มรายได้และกำไร เน้นการเติบโตของ EBITDA และการบริหารเสถียรภาพทางการเงิน

  2. ด้านธรรมาภิบาล (Governance): มุ่งเน้นความโปร่งใส ปรับปรุงโครงสร้างบอร์ด ยกระดับการแจ้งเบาะแส (Whistleblowing) และป้องกันการใช้ข้อมูลภายใน

  3. ด้าน Climate Action: แม้จะเป็นภาคสมัครใจ แต่มีถึง 114 บริษัท (80%) ที่เลือกจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและแผนลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization)


ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และกองทุน CMDF พร้อมอัดฉีดงบสนับสนุนสูงสุดถึง 5.5 ล้านบาทต่อบริษัท (สำหรับการพัฒนาแผนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี) พร้อมเตรียมจัดเวที Roadshow เพิ่ม Visibility ให้บริษัทเหล่านี้ได้พบนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยบริษัทจดทะเบียนต้องรายงานความคืบหน้าทุก ๆ 6 เดือน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง


"โครงการ JUMP+ เป็นหนึ่งใน flagship projects ตามแผนกลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งริเริ่มขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของตลาดทุนไทยที่ต้องการยกระดับความน่าสนใจของ บจ. และตลาดทุนไทย โดยส่งเสริมให้ บจ. มีเป้าหมายและแผนระยะยาวในการเพิ่มมูลค่าบริษัท (Corporate Value) ควบคู่ไปกับการสื่อสารกับผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการนี้คือกลไกสำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตลาดทุนไทยในระยะยาว" คุณอัสสเดช กล่าวทิ้งท้าย

Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
เมื่อ 16 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
OKJ พุ่งกระฉูด 27% หลังเปิดตัว Grill & Ground โบรกฯ ยังแนะ “ซื้อ” แม้ลดราคาเป้า มองผลงานครึ่งหลังฟื้นรับกลยุทธ์ 3 ด้าน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us