ของแพงแค่ไหนก็ยังต้องสวย! KISS-KAMART แนวโน้มเติบโตสวนเศรษฐกิจ
แม้บรรยากาศเศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความระมัดระวังด้านการใช้จ่าย แต่สินค้าเพื่อความงามยังคงเป็นหนึ่งในหมวดที่ผู้บริโภคพร้อมเปิดกระเป๋าเสมอ ส่งผลให้หุ้นเครื่องสำอางตัวท็อปอย่าง KISS และ KAMART ฉายแววสดใสต่อเนื่อง หลังโชว์ฟอร์มกำไรปี 2568 ได้อย่างน่าสนใจ พร้อมสตอรี่ใหม่จากการขยายช่องทางจัดจำหน่ายและบิ๊กดีลจากพาร์ทเนอร์ข้ามชาติที่เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น ซึ่งจะเข้ามาสนับสนุนผลงานให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้กลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตาในช่วงเวลาสุดท้าทายเช่นนี้
บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุ กลุ่มเครื่องสำอางรายงานกำไรปกติรวมในไตรมาส 4/68 ที่ 243 ลบ. เพิ่มขึ้น 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนจากยอดขายที่สูงขึ้น GPM ที่ดีขึ้น และการควบคุมค่าใช้จ่าย SG&A ได้ดี และเพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาสก่อน จากยอดขายและ GPM ของ KAMART ที่แข็งแกร่งขึ้น
สำหรับทั้งปี 2568 กำไรปกติรวมอยู่ที่ 870 ลบ. เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนจากยอดขายและ GPM ที่สูงขึ้น ในไตรมาส 4/68 รายได้รวมของธุรกิจเครื่องสำอางอยู่ที่ 1.2 พันลบ. เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 4% จากไตรมาสก่อน โดยรายได้ของ KAMART เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ โดยยอดขายในไตรมาส 4/68 เติบโต 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เทียบกับ KISS ที่เติบโตแข็งแกร่งกว่าที่ 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่สัดส่วน SG&A ต่อยอดขายรวมปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 32.1% จาก 32.0% ในไตรมาส 4/2567 โดยหลักมาจากสัดส่วน SG&A ต่อยอดขายของ KAMART ที่สูงขึ้น
ส่วนแนวโน้มไตรมาส 1/69 จากการพูดคุยล่าสุดกับบริษัท ทั้งสองบริษัทระบุว่ายอดขายเครื่องสำอางในช่วงเดือนม.ค. ถึง ก.พ. มีแนวโน้มเติบโตในระดับเลขสองหลักจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการโปรโมต SKU ใหม่ และการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ทั้งในโมเดิร์นเทรดและตลาดต่างประเทศ
ทั้งนี้ มีเพียง KISS ที่ให้แนวโน้มว่ากำไรในช่วงเดือนม.ค. ถึง ก.พ. มีโอกาสเติบโตในระดับเลขสองหลักจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตกำไรปี 2569 ที่ 10–20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ KAMART แม้ว่าการเติบโตในปี 2568 จะเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ บริษัทฯ ได้ยืนยันเป้าหมายเชิงบวก โดยตั้งเป้ารายได้ที่ 4.5 พันลบ. (+30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) และกำไรปกติที่ 900 ลบ. (+26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) ตามลำดับ
ขณะที่ KAMART แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า Marubeni ได้ดำเนินการทำคำเสนอซื้อหุ้นบางส่วนจำนวน 128 ล้านหุ้น (10% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด) เสร็จสิ้น ที่ราคา 9.8 บาทต่อหุ้น และจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด โดยถือหุ้นจำนวน 359 ล้านหุ้น (28% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด) ทั้งนี้ มีหุ้นจำนวนรวม 155.6 ล้านหุ้น (12.2% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด) ที่ถูกเสนอขายในคำเสนอซื้อดังกล่าว
ต่อมาในวันที่ 20 มี.ค. KAMART รายงานว่า คุณวิวัฒน์ (ผู้ก่อตั้ง) ได้ขายหุ้นจำนวน 8.2 ล้านหุ้นให้กับ Marubeni ที่ราคาเสนอซื้อ 9.8 บาทต่อหุ้น อย่างไรก็ตาม ตามข้อมูลของ SETSMART นายวิวัฒน์สามารถขายได้เพียง 70% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขาย หรือ 5.6 ล้าน
ทั้งนี้ บล.กสิกรไทย มีมุมมอง "เป็นกลาง" ต่อกลุ่่มเครื่องสำอาง พร้อมแนะนำ "ถือ" KAMART ด้วยราคาเป้าหมาย 9.29 บาท และแนะนำ "ซื้อ" KISS ด้วยราคาเป้าหมาย 3.53 บาท โดยเลือก KISS เป็นหุ้นเด่น เนื่องจากมีมูลค่าที่น่าสนใจกว่าเมื่อเทียบกับ KARMART ในเชิงตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันราคาหุ้นของ KAMART ลดลง 8%
ขณะที่ KISS และ SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7% และ 15% ตามลำดับ ปัจจุบัน KAMART ซื้อขายที่ PER ปี 2569 ที่ 12 เท่า โดยให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลปี 2569 ที่ 52% เทียบกับประมาณการ CAGR ของ EPS ช่วง 3 ปีที่ 10% ในทางกลับกัน KISS ซื้อขายที่ PER ปี 2569 ต่ำกว่า 11 เท่า และให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลปี 2569 ที่สูงกว่า 72% เทียบกับประมาณการ CAGR ของ EPS ในช่วง 3 ปีที่ 11.5%

