ผ่าอนาคต KEX ใต้เงาทุนจีน…ผู้นำโลจิสติกส์ระดับโลก
จากกรณีบริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตามที่บริษัทว่า Flourish Harmony Holdings Co., Ltd. บริษัทในเครือของ S.F. Holding Co., Ltd. หรือ SF ผู้นำระดับโลกด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจรและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น (Shenzhen Stock Exchange) ได้ประกาศทำการเสนอซื้อหุ้นบางส่วนประมาณ 51.8% ในบริษัทจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง Kerry Logistics Network จำกัด หรือ KLN รวมเรียกว่า “การเสนอซื้อหุ้นบางส่วน” คาดผนึกความแข็งแกร่ง สร้างประโยชน์ระหว่างกัน และเสริมมูลค่าเพิ่มแก่ทั้งกลุ่มบริษัท
ทั้งนี้ั้ KLN เป็นผู้ถือหุ้นทางอ้อมของ บริษัท เคแอลเอ็น โลจิสติคส์(ประเทศไทย) จำกัด ที่เป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 KEX โดยความร่วมมือครั้งสำคัญในครั้งนี้ ทั้ง SF และ KLN มั่นใจว่าการผนึกความแข็งแกร่งของธุรกิจทั้ง 2 กลุ่มบริษัท จะเป็นแรงหนุนสำคัญในการสร้างแพลตฟอร์มโลจิสติกส์ชั้นนำระดับโลกซึ่งมีฐานอยู่ในเอเชีย และ KLN ถูกวางให้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของ SF ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ
ทั้งนี้ภายหลังการเสนอซื้อหุ้นบางส่วนเสร็จสิ้น KEX ยังคงเป็นบริษัทไทยโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผู้ถือหุ้นใดๆ นอกจากนี้ทีมผู้บริหาร กลยุทธ์ต่าง ๆ ขององค์กร และการดำเนินธุรกิจของ KEX จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
ก่อนหน้านี้นายอเล็กซ์ อึ้ง ซีอีโอของ KEX กล่าวว่า SF เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการให้บริการด้านการขนส่งพัสดุด่วน และโลจิสติกส์แบบครบวงจรในประเทศจีน รวมถึงการให้บริการส่งออกและนำเข้าสินค้าระหว่างประเทศ และซัพพลายเชนโซลูชั่น ที่มีเครือข่ายระดับโลกกว่า 60 ประเทศ ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญช่วยหนุนการเติบโตของ KEX ในด้านการดำเนินธุรกิจและการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ทั้ง KEX และ SF ล้วนมีแนวคิดและการสร้างคุณค่าทางธุรกิจร่วมกันโดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการบริการที่มีคุณภาพ
นอกจากนี้ KEX จะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ และความเป็นเลิศในการดำเนินธุรกิจของ SF ซึ่งจะช่วยหนุนให้ KEX เป็นผู้นำด้านการจัดส่งพัสดุด่วนที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในไทย อีกทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศ พร้อมเชื่อมต่อผู้ซื้อและผู้ขายออนไลน์นับร้อยล้านรายทั้งในประเทศไทยและประเทศจีน รวมถึงตลาดฮ่องกง
โดย KEX ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งและเป็นผู้นำตลาดในประเทศไทย จะก้าวขึ้นสู่การขยายแพลตฟอร์มการจัดส่งพัสดุด่วนในทุกรูปแบบพร้อมเติบโตอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับทุกตลาดการจัดส่งพัสดุด่วนครอบคลุมทั่วประเทศไทย
เปิดคำทำนายกูรูชั้นนำ
ล่าสุดมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาเปิดเผยว่า มีมุมมองเป็นบวกจากประเด็นข้างต้น โดย SF จะถือหุ้น KEX ทางอ้อมที่ 27% (KLN ถือ KEX ทางอ้อมที่ 52.14%) สำหรับ Synergy เบื้องต้นคาดอยู่ในรูปแบบ 1.นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและครบวงจรของ SF เข้ามาช่วยพัฒนาระบบของ KEX ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น,
2.รุกตลาด cross border ระหว่าง Thailand กับ Greater China (China, Hong Kong, Macau) โดยเชื่อมต่อผู้ซื้อ-ผู้ขาย eCommerce ในอนาคตหากสินค้าไทยต้องการทำตลาดจีน KEX จะสามารถดำเนินการจัดการให้ถึงปลายทาง และ3.มีโอกาสที่ KEX จะขยายฐานลูกค้าในอนาคตจากฐานลูกค้าที่มีขนาดใหญ่ของ SF ซึ่งเป็นผู้นำบริการขนส่งพัสดุด่วนและโลจิสติกส์ครบวงจรในจีน รวมถึงบริการส่งออกและนำเข้าสินค้าระหว่างประเทศ และซัพพลายเชนโซลูชั้นที่มีเครือข่ายระดับโลกกว่า 60 ประเทศ
อย่างไรก็ตาม คงประมาณการกำไรสุทธิปี 64 ที่ 1,477 ล้านบาท เติบโต 5%จากปีก่อน หนุนโดย 1.รายได้รวมขยายตัว 3%จากปีก่อน โดยคาด revenue per parcel ลดลง 10% จากปีก่อน แต่ parcel volume ปรับตัวเพิ่มขึ้น 13%จากปีก่อน เนื่องจากการเจาะกลุ่มตลาดพัสดุที่มีมูลค่าเล็กลงและการปรับราคาเพื่อขยายฐานลูกค้า, 2.GPM ปรับตัวลดลง และ3.SG&A to total sales ปรับตัวลดลง โดยยังไม่ได้รวมรายได้จาก Synergy ของดีลข้างต้นในประมาณการ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และคงราคาเป้าหมายปี 65 ที่ 45.00 บาท อิง 65 PER 47.0 เท่า
กำไรปี 64-67 จะโตเฉลี่ย 9%
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าประเมินกำไร KEX จะเติบโต 9% CAGR ในช่วงปี 64-67 แม้ความนิยม e-commerce ที่เพิ่มขึ้นจะทำให้กำไร KEX เติบโตแข็งแกร่งในช่วงปี 59-62 ที่ 130% CAGR แต่ในปี 63 กำไรทรงตัวจากปีก่อนหน้า จากรายได้ลดลงเนื่องจากการปรับราคาค่าขนส่งลดลง โดยคาดกำไรจะเติบโตในปี 64-67 ส่วนใหญ่จากการประหยัดต้นทุนและการประหยัดจากขนาด ไม่ใช่จากรายได้ที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตามราคาหุ้น KEX ลดลงตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดตั้งแต่ธ.ค.ปีที่แล้ว KEX แต่หุ้นซื้อขายที่ระดับ PE 48 เท่าในปี 64 และ 44 เท่าปี 65 ซึ่งเป็นระดับที่สูงเมื่อเทียบกับการเติบโตที่ 9% และเทียบกับบริษัทอื่นที่ 20 เท่า จึงแนะนำ ถือ โดยมีเป้าหมาย DCF ที่ 43 บาท

