SCGP แย้ม Q2/69 โตต่อ รับดีมานด์ฟื้น-ปรับราคาขาย สั่งเบรกลงทุนโรงงานสหรัฐฯ ชั่วคราว มั่นใจยอดขายทั้งปี 69 ทะลุ 1.3 แสนลบ.
ท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจโลกและต้นทุนพลังงานที่ยังสูง บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP สามารถทำผลงานไตรมาส 1/69 เติบโตโดดเด่น จากการบริหารต้นทุนและปรับโครงสร้างพลังงานธุรกิจในอินโดนีเซีย พร้อมประเมินไตรมาส 2/69 เติบโตต่อเนื่อง จากปริมาณขายที่ฟื้นตัวและการทยอยปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องต้นทุน โดยมั่นใจรายได้ทั้งปี 2569 เกินเป้า 1.3 แสนล้านบาท ส่วนแผนลงทุนอเมริกาขอระงับชั่วคราว มองส่งออกจากไทย-เวียดนามคุ้มกว่า
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1/69 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 30% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยปัจจัยหนุนหลักมาจากผลการดำเนินงานธุรกิจอินโดนีเซียปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งจากการบริหารต้นทุนและการปรับโครงสร้างพลังงานที่ช่วยลดต้นทุนไปได้กว่า 110 ล้านบาทในไตรมาสเดียว รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการใช้เศษกระดาษจากแหล่งต้นทาเพิ่มขึ้น
Q2/69 ปริมาณขายฟื้น-ปรับราคาขายตามต้นทุนสำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/69 บริษัทคาดว่าจะยังเติบโตต่อเนื่อง จากปริมาณการขายที่ฟื้นตัวดีขึ้น หลังไตรมาส 1/69 ได้รับผลกระทบจากวันหยุดยาวในตลาดหลัก ได้แก่ เวียดนาม (เทศกาลเต๊ด) และอินโดนีเซีย (ฮารีรายอ) อีกทั้งบริษัทคาดว่าจะเริ่มเห็นผลบวกจากการปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าการปรับราคาอาจช้ากว่าต้นทุนเล็กน้อย แต่จะช่วยรักษาความสามารถในการทำกำไร (EBITDA Margin) ให้แข็งแกร่งได้ต่อเนื่อง
“ภาพรวมในไตรมาสที่ 2/69 เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะส่งผลกระทบต่อการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ความผันผวนของตลาดพลังงาน และนโยบายการค้า อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคอาเซียนคาดว่าจะยังเติบโตได้ โดยมีแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ความต้องการในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับที่ดี ส่วนความต้องการบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าคงทนคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังระมัดระวังและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง อีกทั้งตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน”
ทั้งนี้ บริษัทยังประเมินยอดขายปี 2569 จะเติบโตทะลุ 1.3 แสนล้านบาท และ EBITDA ที่ระดับ 18,300 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนจากการปรับพอร์ตบรรจุภัณฑ์อุปโภคบริโภคให้แตะระดับ 50% พร้อมเร่งขยายฐานลูกค้าในตลาดอินเดียและอาเซียนเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดจีน
นอกจากนี้ บริษัทจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรผ่านการ Synergy ธุรกิจในอินโดนีเซียเต็มรูปแบบ ทั้งการจัดซื้อร่วมและการขายพ่วง ประกอบกับการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ลดต้นทุนแรงงาน และการปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง ซึ่งจะช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในอนาคต
ชะลอลงทุนสหรัฐฯ-ลุยตลาดอินเดียทดแทนจีนส่วนความคืบหน้าการลงทุนโรงงานบรรจุภัณฑ์แบบคงรูป (Rigid Packaging) ในสหรัฐอเมริกา นายวิชาญ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทได้ตัดสินใจชะลอการลงทุนออกไปก่อน เนื่องจากผลการศึกษาความเป็นไปได้พบว่าต้นทุนการผลิตในสหรัฐฯ สูงเกินไป การส่งออกสินค้าจากไทยและเวียดนามยังมีความคุ้มค่ามากกว่า
ขณะเดียวกันบริษัทได้รุกตลาดอินเดียเต็มตัวผ่านการตั้งสำนักงานตัวแทนขาย ซึ่งช่วยดันสัดส่วนการส่งออกไปอินเดียเพิ่มเป็น 3% ทดแทนตลาดจีนที่สัดส่วนลดลงเหลือ 2% ตามกลยุทธ์ Decoupling จากตลาดจีนที่ยังมีความผันผวน
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ติดตามสถานการณ์วัตถุดิบอย่างใกล้ชิด และเดินหน้าวางกลยุทธ์เชิงรุกในการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาด โดยมีการบริหารจัดการการใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดผลกระทบด้านต้นทุนในระยะยาว และการขยายแหล่งจัดหาวัตถุดิบเรซินจากหลายประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา เพื่อกระจายความเสี่ยงและเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน
พร้อมกันนี้บริษัทมีการปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) และการปรับพอร์ตธุรกิจด้วยการพัฒนาโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่จะช่วยทดแทนวัตถุดิบ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจของลูกค้า อาทิ บรรจุภัณฑ์แบบไฮบริด หรือกระดาษเคลือบพอลิเมอร์ พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือระยะยาวกับลูกค้า ยกระดับห่วงโซ่การผลิต และมองหาโอกาสขยายสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อรองรับการเติบโตในอาเซียนและตลาดโลก
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1/69 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 30% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยปัจจัยหนุนหลักมาจากผลการดำเนินงานธุรกิจอินโดนีเซียปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งจากการบริหารต้นทุนและการปรับโครงสร้างพลังงานที่ช่วยลดต้นทุนไปได้กว่า 110 ล้านบาทในไตรมาสเดียว รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการใช้เศษกระดาษจากแหล่งต้นทาเพิ่มขึ้น
Q2/69 ปริมาณขายฟื้น-ปรับราคาขายตามต้นทุนสำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/69 บริษัทคาดว่าจะยังเติบโตต่อเนื่อง จากปริมาณการขายที่ฟื้นตัวดีขึ้น หลังไตรมาส 1/69 ได้รับผลกระทบจากวันหยุดยาวในตลาดหลัก ได้แก่ เวียดนาม (เทศกาลเต๊ด) และอินโดนีเซีย (ฮารีรายอ) อีกทั้งบริษัทคาดว่าจะเริ่มเห็นผลบวกจากการปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าการปรับราคาอาจช้ากว่าต้นทุนเล็กน้อย แต่จะช่วยรักษาความสามารถในการทำกำไร (EBITDA Margin) ให้แข็งแกร่งได้ต่อเนื่อง
“ภาพรวมในไตรมาสที่ 2/69 เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะส่งผลกระทบต่อการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ความผันผวนของตลาดพลังงาน และนโยบายการค้า อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคอาเซียนคาดว่าจะยังเติบโตได้ โดยมีแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ความต้องการในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับที่ดี ส่วนความต้องการบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าคงทนคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังระมัดระวังและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง อีกทั้งตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน”
ทั้งนี้ บริษัทยังประเมินยอดขายปี 2569 จะเติบโตทะลุ 1.3 แสนล้านบาท และ EBITDA ที่ระดับ 18,300 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนจากการปรับพอร์ตบรรจุภัณฑ์อุปโภคบริโภคให้แตะระดับ 50% พร้อมเร่งขยายฐานลูกค้าในตลาดอินเดียและอาเซียนเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดจีน
นอกจากนี้ บริษัทจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรผ่านการ Synergy ธุรกิจในอินโดนีเซียเต็มรูปแบบ ทั้งการจัดซื้อร่วมและการขายพ่วง ประกอบกับการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ลดต้นทุนแรงงาน และการปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลง ซึ่งจะช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในอนาคต
ชะลอลงทุนสหรัฐฯ-ลุยตลาดอินเดียทดแทนจีนส่วนความคืบหน้าการลงทุนโรงงานบรรจุภัณฑ์แบบคงรูป (Rigid Packaging) ในสหรัฐอเมริกา นายวิชาญ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทได้ตัดสินใจชะลอการลงทุนออกไปก่อน เนื่องจากผลการศึกษาความเป็นไปได้พบว่าต้นทุนการผลิตในสหรัฐฯ สูงเกินไป การส่งออกสินค้าจากไทยและเวียดนามยังมีความคุ้มค่ามากกว่า
ขณะเดียวกันบริษัทได้รุกตลาดอินเดียเต็มตัวผ่านการตั้งสำนักงานตัวแทนขาย ซึ่งช่วยดันสัดส่วนการส่งออกไปอินเดียเพิ่มเป็น 3% ทดแทนตลาดจีนที่สัดส่วนลดลงเหลือ 2% ตามกลยุทธ์ Decoupling จากตลาดจีนที่ยังมีความผันผวน
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ติดตามสถานการณ์วัตถุดิบอย่างใกล้ชิด และเดินหน้าวางกลยุทธ์เชิงรุกในการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาด โดยมีการบริหารจัดการการใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดผลกระทบด้านต้นทุนในระยะยาว และการขยายแหล่งจัดหาวัตถุดิบเรซินจากหลายประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา เพื่อกระจายความเสี่ยงและเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน
พร้อมกันนี้บริษัทมีการปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) และการปรับพอร์ตธุรกิจด้วยการพัฒนาโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่จะช่วยทดแทนวัตถุดิบ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจของลูกค้า อาทิ บรรจุภัณฑ์แบบไฮบริด หรือกระดาษเคลือบพอลิเมอร์ พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือระยะยาวกับลูกค้า ยกระดับห่วงโซ่การผลิต และมองหาโอกาสขยายสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อรองรับการเติบโตในอาเซียนและตลาดโลก
Most Viewed
Where to put your money
เจาะลึก 3 สินทรัพย์ ทองคำ-โลหะ-บิตคอยน์ Fed-ETF ตัวแปรชี้ทิศทาง เปิดแนวโน้มราคา-กลยุทธ์ลงทุน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“TBIOTECH” ลุย “หุ้น BIOTECH”… นวัตกรรมชีวภาพแห่งอนาคต สู่โลกยุค “Longevity” !!!
เมื่อ 11 ชั่วโมงที่แล้ว
Wealth EZ
“มีเงินเดือน-มีค่าเช่า”...ต้อง “ยื่นภาษี” อย่างไร?
เมื่อ อีก 19 ชั่วโมง
Stock of the Day
กลุ่มโรงกลั่นเฮ! จีนชะลอส่งออกน้ำมัน โบรกฯ มองบวกต่อกลุ่มระยะสั้น รับแรงหนุน Crack Spread ขาขึ้น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fund Move
AIMIRT กอง REIT แรกและกองเดียวในไทย คว้ารางวัล “Sustainable Capital & Investment Leadership 2026” จากเวที CSCAP 2026
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us
News Update
